นายสมบัติ กิจจาลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM เปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ว่า แม้ปริมาณนักท่องเที่ยวจะชะลอตัวจากภาวะเศรษฐกิจ และสถานการณ์โลก แต่สำหรับกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเป็นย่านศูนย์กลางธุรกิจยังคงมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจ มีการเดินทาง ประชาชนยังคงต้องเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจของบริษัทในไตรมาสแรกนี้ มีกำไรสุทธิ 875 ล้านบาทเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

โดยมีรายได้รวมจาก 3 ธุรกิจ 4,283 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จาก ธุรกิจทางพิเศษ 2,275 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 30 ล้านบาท โดยมีปริมาณจราจรเฉลี่ย 1.13 ล้านเที่ยวต่อวัน ธุรกิจระบบราง 1,784 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 35 ล้านบาท โดยมีปริมาณผู้โดยสารในไตรมาสนี้เฉลี่ยทุกประเภทอยู่ที่ 447,000 เที่ยวต่อวัน และในวันทำการเฉลี่ยอยู่ที่ 506,000 เที่ยวต่อวัน และธุรกิจพัฒนาเชิงพาณิชย์ 224 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการลดลงของรายได้สื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์
นายสมบัติ กล่าวต่อว่า สำหรับความคืบหน้าของโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงตะวันออก (สถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย -สถานีแยกร่มเกล้า) การก่อสร้างงานโยธาเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว งานระบบรถไฟฟ้ามีความคืบหน้า 49% ส่วน ช่วงตะวันตก (สถานีบางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย) การก่อสร้างงานโยธามีความคืบหน้า 29% ส่วนงานระบบรถไฟฟ้ามีความคืบหน้า 8% ด้านความคืบหน้าของการจัดหาขบวนรถไฟฟ้าเพิ่มเติมสำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน คาดว่าจะได้รับขบวนรถไฟฟ้า และให้บริการตามแผนงานในปี 2571 เพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นจากการเปิดให้บริการโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงตะวันออก และเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับจำนวนผู้โดยสารที่หนาแน่นในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน
BEM เดินหน้ายกระดับระบบคมนาคมขนส่งให้มีความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชน และสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยมุ่งเน้นการพัฒนาโครงข่ายทางพิเศษ และระบบรถไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพและเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพการให้บริการ เพื่อเพิ่มประสบการณ์การเดินทางที่ดีขึ้นของผู้ใช้บริการ พร้อมทั้งยึดมั่นการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การเติบโตขององค์กรสามารถดำเนินไปควบคู่กับการพัฒนาสังคมได้อย่างสมดุล



