กำลังเป็นปัญหาที่พูดถึงกันอย่างมากสำหรับ พ่อค้า แม่ค้าออนไลน์ ร้านอาหาร ตลอดจนไรเดอร์  ที่มีการใช่แพลฟอร์มดิจิทัลในการประกอบอาชีพและหารายได้ 

โดยเฉพาะใน แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ที่ปัจจุบันแพลตฟอร์มรายใหญ่ ได้ประกาศ ขึ้นค่าธรรมเนียมการใช้แพลตฟอร์ม  จนได้กลายเป็นของแสลง กับผู้ขายสินค้า

อย่างล่าสุดกรณี ‘แพรี่ ไพรวัลย์’  ที่ได้เปิดเผยยอดขายทุเรียนผ่าน TikTok Shop ประมาณ 2,859,148 บาท ในระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ แต่ถูกหักค่าธรรมเนียมกว่า 729,300.9 บาท หรือคิดเป๋นประมาณ 25% ของยอดขายทั้งหมด  จึงกลายเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า การขายผ่านแพลตฟอร์มไม่ได้มีต้นทุนเพียงค่าคอมมิชชันหลัก หากยังมีค่าใช้จ่ายอื่นซ้อนอยู่ในระบบจำนวนมาก

แม้ในช่วงที่ผ่านมา ทาง คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ได้ออกประกาศ กขค. เรื่องแนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมและการกระทำอันเป็นการผูกขาด หรือลดการแข่งขัน หรือจำกัดการแข่งขันในการประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มหลายด้าน (Multi-sided Platform) ประเภทธุรกิจบริการดิจิทัลแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าหรือบริการ (E-Commerce) หรือที่เรียกว่า “ไกด์ไลน์ Multi-sided platform (E-Commerce)” มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค.69 แต่ยังพบว่า แพลตฟอร์มมีพฤติกรรมขึ้นค่าธรรมเนียมอย่างต่อเนื่องบางรายขึ้น 2 ครั้ง ในเดือน เม.ย. และ พ.ค. และยังบังคับเลือกบริการรับและขนส่งสินค้าเช่นเดิม

  ซึ่งเมื่อวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา ทาง สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย หรือ สมาคมอีคอมเมิร์ซไทย ก็ได้เข้ายื่นหนังสือต่อรัฐสภา  เพื่อเรียกร้องมาตรการคุ้มครองและช่วยเหลือ SME Sellers ไทย ท่ามกลางแรงกดดันจากแพลตฟอร์มรายใหญ่ที่จะทยอยประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการขาย ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.69 เป็นต้นไป

เรื่องค่าธรมเนียมแพลฟอร์ม จึงเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน และแพลตฟอร์ม ก็มีวิธีคิดกับผู้เข้ามาใช้งานที่ซับซ้อน

ภาพ pixabay.com

“พลอย เจริญสม” ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA  บอกว่า หลังจากการรับฟังเสียงสะท้อนของผู้ค้าและผู้ให้บริการในบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล พบว่าปัญหาสำคัญคือ ต้นทุนมีความผันผวนและคาดการณ์ได้ยาก  จากการเปลี่ยนแปลงค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นบ่อย รวมถึงต้นทุนแฝงที่ไม่ได้ถูกอธิบายอย่างชัดเจน ส่งผลให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs ไม่สามารถวางแผนต้นทุนและกำไรได้อย่างแม่นยำ 

“ปัญหาดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวเลขค่าธรรมเนียมเท่านั้น แต่คือการที่ผู้ใช้งานไม่เห็นภาพรวมต้นทุนทั้งหมด และไม่เข้าใจเงื่อนไขอย่างแท้จริง พร้อมเผยว่า ในภาคสนามยังพบข้อจำกัดที่น่าสนใจ เช่น การเรียกเก็บค่าโฆษณาโดยไม่แจ้งล่วงหน้า การหักค่าธรรมเนียมที่ไม่ชัดเจน และการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขโดยที่ผู้ใช้ตั้งตัวไม่ทัน ซึ่งทั้งหมดนี้กระทบทั้งผู้ขายและผู้บริโภคในทางอ้อม” 

“พลอย เจริญสม” บอกอีกว่า ทางเอ็ตด้าได้ทำการรวบรวมและศึกษาพร้อมวิเคราะห์แนวทางในการแก้ไขปัญหา ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล แพลตฟอร์มดิจิทัล ผู้ใช้บริการ เป็นต้น สู่การพัฒนาคู่มือใหม่ ภายใต้ชื่อ “ประกาศ สพธอ. เรื่อง คู่มือการดูแลเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมในการคิดค่าธรรมเนียมของบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล” เพื่อเป็นแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ที่แพลตฟอร์มสามารถนำไปปรับใช้โดยสมัครใจ 

โดยยึด 2 หลักการสำคัญ คือ 1.ความโปร่งใส ได้แก่ แพลตฟอร์มควรแสดงค่าธรรมเนียมไว้ในที่เดียว  อธิบายว่าค่าธรรมเนียมแต่ละรายการคืออะไร บอกว่าจ่ายแล้วได้อะไร มีเหตุผลรองรับ มีตัวอย่างวิธีคำนวณ  และควรแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วันเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง และ 2.ความเป็นธรรม ได้แก่ ค่าธรรมเนียมจำเป็นต้อง ไม่ซ้ำซ้อน  สอดคล้องกับต้นทุน ไม่ควรบังคับซื้อบริการเสริม ค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมควรขึ้นกับมูลค่าที่ผู้ใช้ได้รับจริง ต้องไม่กลายเป็นภาระบังคับโดยอ้อม ทั้งหมดเพื่อให้ทุกฝ่าย “เห็นข้อมูลเดียวกัน” และตัดสินใจได้อย่างเป็นธรรม  โดย เอ็ตด้า ไม่ได้ต้องการ “คุมราคา” แต่ต้องการสร้างกรอบกลางให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกัน และใช้คู่มือเป็นเครื่องมือช่วยลดข้อพิพาท สร้างความเชื่อมั่น และทำให้แพลตฟอร์มไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนและสมดุล

ภาพ pixabay.com

ด้าน “ปิยาพัชร ทับอินทร์” รักษาการผู้อำนวยการ ฝ่ายบริหารงานคดี สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.)  บอกว่า หัวใจสำคัฯชอง กฎหมายการแข่งขันทางการค้า  คือ “การแข่งขันที่เป็นธรรม” รัฐไม่มีหน้าที่กำหนดราคาหรือเข้าไปแทรกแซงกลไกตลาดโดยตรง แต่มีหน้าที่ดูแลให้การแข่งขันดำเนินไปอย่างสมดุลและไม่เอาเปรียบกัน เนื่องจากแพลตฟอร์มแต่ละรายมีโครงสร้างต้นทุนที่แตกต่าง 

“สิ่งที่ต้องพิจารณาไม่ใช่เพียงว่าค่าธรรมเนียมสูงหรือต่ำ แต่คือความสมเหตุสมผลและความโปร่งใสของโครงสร้างราคา ที่สำคัญ แพลตฟอร์มต้องสามารถอธิบายได้ว่า คิดค่าธรรมเนียมจากอะไร และมีเหตุผลรองรับอย่างไร  ประเด็นเรื่องค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ การตั้งค่าธรรมเนียมสูงเกินสมควร การตั้งราคาทำลายคู่แข่ง และการปรับราคาตามกันโดยไม่มีเหตุผลด้านต้นทุน ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นการกระทำที่กระทบต่อการแข่งขันในตลาด”

 ทั้งนี้มองว่ารัฐไม่ควรกำหนดเพดานค่าธรรมเนียมแบบตายตัว เพราะอาจไม่สอดคล้องกับตลาด  หากแพลตฟอร์มมีความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล แจ้งเงื่อนไขล่วงหน้า และอธิบายโครงสร้างค่าธรรมเนียมได้ชัดเจน จะช่วยลดความขัดแย้งในระบบ และลดความจำเป็นที่รัฐต้องใช้มาตรการควบคุมราคาในระดับเข้มงวด

 จากความเห็นของ สองหน่วยงาน สะท้อนว่า ปัญหาค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มไม่ใช่เพียงเรื่องของราคา แต่เป็นเรื่องของ “ข้อมูล ความเข้าใจ และความเป็นธรรม” การสร้าง “จุดร่วม” ระหว่างผู้กำกับดูแล แพลตฟอร์ม และผู้ใช้งาน เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลไทยเดินหน้าไปได้อย่างสมดุล โดยมีความโปร่งใสเป็นฐาน และความเป็นธรรมเป็นเป้าหมายร่วมกัน

อย่างไรก็ตามข้อเสนอที่ สมาคมอีคอมเมิร์ซไทย และผู้ค้ารายย่อย ต้องการให้ภาครัฐ เข้ามาช่วย อาทิ  รัฐบาลควรมอบหมายให้กระทรวงดีอีเป็นเจ้าภาพหลักในการกำหนดทิศทางและประสานการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ETDA สำนักงาน กขค. กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) พร้อม ยกระดับพ.ร.ก.การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565 (DPS) จากการรับแจ้งประกอบธุรกิจ ไปสู่การกำกับพฤติกรรมจริงของแพลตฟอร์ม

ภาพ pixabay.com

และทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งระบบ และตรวจสอบพฤติกรรมที่กระทบผู้ขายจริง เช่น การลดการมองเห็นสินค้า การปิดบัญชีร้านค้า การระงับการขาย การเปลี่ยนเงื่อนไขบริการ และการหักเงิน  ตรวจสอบโครงสร้างต้นทุนที่แพลตฟอร์มเรียกเก็บจากผู้ขาย ทั้งค่า GP ค่าคอมมิชชัน ค่าธรรมเนียมการขาย ค่าธรรมเนียมธุรกรรม ค่าโฆษณา ค่าร่วมแคมเปญ ค่าบริการแฝง และค่าโครงสร้างพื้นฐานแพลตฟอร์มที่เรียกเก็บต่อคำสั่งซื้อ ฯลฯ

อย่างไรก็ตามในด้าน สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย (TDPA) ได้โพสต์เฟสบุ๊คชี้แจงว่า อุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยไม่ได้อยู่ในสภาวะผูกขาด แต่เป็นตลาดเสรีที่มีการแข่งขันอย่างแท้จริงและตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา แม้จะมีบางแพลตฟอร์มที่ยุติการให้บริการไป แต่ยังมีผู้ให้บริการรายอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศดำเนินธุรกิจอยู่ เช่น Kaidee, Line Shopping นอกจากนี้ยังมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้าสู่การแข่งขัน อาทิ TikTok Shop, Robinhood, PantipMall ฯลฯ ซึ่งแต่ละแพลตฟอร์มมีนโยบายและแนวทางการดำเนินธุรกิจที่แตกต่างกัน ผู้ขายสามารถเลือกใช้บริการได้อย่างเสรี สิ่งนี้เป็นข้อพิสูจน์ว่าตลาดยังคงเปิดกว้างให้ผู้เล่นรายใหม่เข้ามาแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ส่วน การปรับขึ้นค่าธรรมเนียม ทำเพื่อรักษาความปลอดภัยและพัฒนาระบบ ไม่ใช่การขูดรีดผู้ค้า  โดยเมื่อระบบใหญ่ขึ้นและมีความซับซ้อน ต้นทุนในการดูแลรักษาย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย การเก็บค่าธรรมเนียมจึงเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้แพลตฟอร์มสามารถให้บริการต่อไปได้อย่างยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายของค่าครองชีพและต้นทุนธุรกิจที่เพิ่มขึ้น แพลตฟอร์มก็นำรายได้เหล่านี้ไปลงทุนในเทคโนโลยีและยกระดับความปลอดภัย อาทิ ระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ขั้นสูง การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และการพัฒนาระบบ AI เพื่อปกป้องผู้ใช้งานหลักสิบล้านคนจากภัยคุกคามและมิจฉาชีพที่มีกลโกงซับซ้อนขึ้นทุกวัน เช่น กรณีค่าธรรมเนียมสนับสนุนทางเทคนิคที่นำไปพัฒนาระบบปกป้องผู้ใช้งานกว่า 50 ล้านคนโดยตรง ทั้งนี้ การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมที่ผ่านมาดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ผู้ขายมีเวลาปรับตัวและบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างเหมาะสม

ถือเป็นข้อมูลจากทั้งร้านค้า และ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม ต่างก็มีเหตุผลของตนเองขณะที่ภาครัฐต้องทำหน้าที่หาจุดสมดุล เพื่อให้เศรษฐกิจดิจิทัลไทยเดินต่อไปได้.

Cyber Daily