เมื่อวันที่ 17 พ.ค. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการจัดกิจกรรมเสวนา 34 ปี พฤษภา 35 เดินหน้าประชาธิปไตย การเมืองไทยไม่ไร้ความหวัง? บทเรียนพฤษภา 35 – รัฐธรรมนูญ 40 โดยมีนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล ประธานมูลนิธิพฤษภาประชาธรรม ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์, นายสมภพ รัตนวลี สื่อมวลชน และนายยุทธนา บุญอ้อม (ป๋าเต็ด) ร่วมเสวนา โดยภายในงานมีการหยิบยกบทเพลงของศิลปินไทยที่สะท้อนภาพการเมืองไทย สังคมไทยมาเพื่ออภิปรายในรายการเสวนาดังกล่าวด้วย
โดย นายยุทธนา กล่าวตอนหนึ่งว่า เพลงที่สะท้อนการเมืองไทยได้ดีคือ “เมดอินไทยแลนด์”ของวงคาราบาว ทำให้นึกถึงประชาธิปไตยแบบไทยๆ ซึ่งไม่เหมือนประชาธิปไตยที่ไหนในโลก มีหลายครั้งที่เกิดปัญหาบางอย่างขึ้นมา บางครั้งอธิบายด้วยเรื่องการเมือง หรือสิ่งที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ แล้วก็จะมีคนอ้าง ที่ประเทศอื่นก็เป็นอย่างนี้เหมือนกันไม่เห็นจะมีปัญหาอะไรเลยแต่ในความเป็นจริงไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด ถ้าจะเทียบก็ควรจะเทียบให้ครบทุกอย่าง ไม่ใช่เลือก เทียบเฉพาะสิ่งที่เหมือนกัน แล้วรับสิ่งที่เขามีแต่เมืองไทยไม่มีอีกหลายอย่างเอาไว้ด้วย ซึ่งส่วนตัวอาจจะไม่ได้มีความรู้มากพอที่จะบอกว่าประชาธิปไตยที่เรามีอยู่ดีหรือไม่ดี แต่สิ่งหนึ่งที่ตนพูดได้อย่างเต็มปากคือประชาธิปไตยแบบไทยๆ ยูนิคมาก
นายยุทธนา กล่าวต่อว่า และยังมีเพลง “เปราะบาง” ของวง Bodyslam ในท่อนฮุกที่บอกว่า “ทำไมแค่ลมเพียงแผ่วเบา ยังทำให้เหน็บหนาว แค่เพียงแผ่นฟ้าที่ว่างเปล่ายังทำให้มีน้ำตา ทำไมมันช่างเปราะบางเหลือเกิน” ซึ่งตนก็มองว่าทำไมการเมืองไทยช่างเปราะบาง แค่ผลโพลออกมาว่ารับสินบนมากที่สุด ต้องออกมาทำท่าวากันด้า และจะฟ้องกลับ ทำไมจึงช่างเปราะบางเหลือเกิน ทั้งหน่วยงานรัฐบางหน่วย รวมถึงนักการเมืองที่คุมหน่วยงานรัฐเหล่านี้ด้วย ดังนั้นเราจึงต้องให้ความอบอุ่น ให้ความอ่อนโยนกับเขาหน่อย เพราะเขาเปราะบาง โอบกอดเขา ด้วยอะไรก็ได้ที่ท่านมี ประเคนความอบอุ่นให้เขาอย่างเต็มที่ ส่วนทั้งนี้คำที่ว่าประเทศนี้ขับเคลื่อนด้วยการด่า ตนมองว่าหากเป็นการใช้ข้อมูล หรือชี้เป้า ชี้ให้เห็นจุดบกพร่อง แต่แฝงด้วยโทนเสียงที่เข้มข้นหน่อย ตามสไตล์แต่ละคน ตนเห็นด้วย ที่ประเทศจะขับเคลื่อนด้วยวิธีนี้ แต่ถ้าการด่านั้นหมายถึงการโจมตีโดยอารมณ์สาดสีอย่างเดียว ตนไม่เห็นด้วยมันจะโดนตีกลับง่าย

นอกจากนี้ยังมีเพลง “คนไม่มีสิทธิ” ของไมโคร “อยู่กับคนไม่มีสิทธิ์ ก็ผิดตั้งแต่วันที่เราเกิด เจ็บอย่างไร ก็ทนไปเถิด จะเกิดอะไรก็ต้องทน” สะท้อนถึงประชาชน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทั้งๆ ที่เหมือนจะมีสิทธิเลือกตั้ง มีสิทธิออกเสียงประชามติ คล้ายว่าจะรวมเสียงไปยื่นประธานสภาได้ แต่มันไม่ได้เกิดขึ้นจริง อย่างล่าสุดประชามติ 65% บอกให้เขียนรัฐธรรมนูญหน่อย ก็ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ฟังเราอีกแล้ว ทั้งนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ วันนี้พลังของประชามติแข็งแรงมาก แต่สิ่งที่ เราได้รับผลกระทบคือมีการทำให้เราทะเลาะกัน ไม่ว่าจะคนปกติหรือไอโอ ดังนั้น ตอนนี้เวลาที่เราจะส่งเสียงออกไปสักอย่างหนึ่ง เช่น ไปบอกว่าสนับสนุนเอารัฐธรรมนูญปี 40 กลับมา เพื่อแก้ไข ก็จะมีทั้งเสียงสนับสนุน ทั้งแบบมีเหตุผลและไม่มีเหตุผล ทางออกเรื่องนี้จึงอยากเรียกร้องสื่อมวลชนที่ยังพอเป็นความหวัง เพราะเราพึ่งพานักการเมืองไม่ได้ ให้สื่อมวลชน โดยเฉพาะสื่อหลัก เวลาที่สังคมต้องการฉันทามติพลังของสื่อหลักสำคัญมาก เสนอข่าวตรงไปตรงมา
นายสมภพ กล่าวว่า มีเด็กรุ่นใหม่ แต่งเพลงเพื่อชีวิตที่สะท้อนมุมมองบ้านเมืองการเมืองได้ค่อนข้างดี นอกจากนี้ยังมีเพลงที่จะตอบคำถาม ได้ว่าทำไมรัฐบาล หรือหน่วยงานของประเทศไทยปัจจุบันเปราะบางเหลือเกิน คือมีเพลง “เจ้าหน้าที่” ของวง Bom attack ที่สะท้อนออกมาได้ว่าเป็นเพราะอำนาจนิยม หากวิจารณ์ ใครก็อาจจะแลกด้วยการโดนดำเนินคดีอาญาเข้าคุกไม่ต้องประกันตัว หรือจะวิจารณ์ทหารก็อาจจะถูกกระแสตีกลับว่าไม่รักชาติ ดังนั้น จริงๆ ความเปราะบาง ก็เพื่อที่จะให้อำนาจนิยมคงไว้ ขณะเดียวกันยังมีเพลง “ซักซี๊ด ห่วยขั้นเทพ” ที่ระบุว่าถึงแม้จะเจอเรื่องแย่ๆ ห่วยๆ แต่ต้องมีสัก Seed ที่จะดีขึ้นได้ ดังนั้นตนยังเชื่อในความคิดของคนรุ่นใหม่ที่มีคนรุ่นเก่าถางทางไว้ให้พอสมควรแล้ว อย่างรัฐธรรมนูญ 40 ก็ทำไว้แล้ว การที่นายกฯ อ้างว่าไม่หยิบร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพราะเป็นสภาชุดเก่า แต่กลับไม่พูดว่ากฎหมาย 30 ฉบับที่ยืนยันส่งขึ้นมาก็มาจากสภาชุดเก่าเช่นกัน นี่คือ การดึงเชง ดึงเวลา จริงๆ เมืองไทยตอนนี้ตนนึกถึงสถานการณ์ก่อนสมัยนายบรรหาร ศิลปะอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี คือรูปแบบราชการเป็นใหญ่ วันนี้ก็เป็นแบบนั้น รัฐบาลที่มาจากพิธีกรรมเลือกตั้งก็ไม่อยากเปลี่ยนแปลง
“แต่วันนี้ทั้งหมดนี้จะไปต่อได้หรือไม่ได้ ก็พร้อมจะร้องเพลงสักนิดหนึ่งหรือเปล่า หรือพร้อมจะเอาความบรมห่วยไปแลกกับมันหรือไม่ รัฐธรรมนูญปี 40 เกิดขึ้นได้เพราะประชาชนไม่ทนกับการเมืองแบบเดิมๆ ไม่ทนการเมืองที่ข้าราชการประจำ นำข้าราชการการเมือง เพราะข้าราชการประจำทำงานง่ายๆ ทำหน้าที่แถลงว่าเขาไม่ได้โกง ไม่ได้รับสินบน เพราะแบบนี้ถึงได้เอาข้าราชการการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนมาเปลี่ยนแปลง ดังนั้นเราอยู่ในหล่มก่อนที่นายบรรหารจะเป็นนายกฯ ด้วยซ้ำ วันนี้ต้องถามว่าเราเป็นพลเมืองที่ตื่นตัวเท่ากับพลเมืองไทยในยุคนั้นหรือเปล่า” นายสมภพ กล่าว
นายสมภพ กล่าวว่า ส่วนที่นายกฯ จะฟ้องประชาชนนั้น ตนคิดว่านายอนุทัน อาจจะลืมเพราะเพิ่งเป็นนายกมา 2 ครั้ง แค่สั้นๆ ต้องบอกว่าไม่มีใครหรือไม่มีรัฐบาลบ้าบอคอแตกมาฟ้องประชาชน เพราะรัฐบาลมีหน้าที่รับฟังเสียงด่าด้วย ไม่ใช่ฟังเสียงชมอย่างเดียว ฟังแล้วแก้ไข ไม่ใช่ไล่ฟ้องประชาชน เหมือนกับที่บอกว่ารัฐบาลไม่ได้มีหน้าที่ไปขายของแข่งกับโชว์ห่วย แต่มีหน้าที่เอาของไปให้โชว์ห่วยขายในราคาที่ถูก ดังนั้นตนมองว่าตอนนี้เป็นรัฐบาลพันธุ์ทางที่กำลังงงๆ ซึ่งตนคิดว่าถ้าประชาชนรวมตัวกัน พูดเยอะๆ เช่นเอารัฐธรรมนูญ 40 มาแก้ หรือจะมาสวนประชาติไม่ได้ ซึ่งตนคิดว่ารัฐบาลนี้มีความเปราะบางพอสมควรในเรื่องของความนิยม อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้วไม่ว่า จะเป็นการเมืองประเทศไหนก็อยู่ที่คุณภาพประชากรของประเทศนั้นด้วย

ศ.ดร.สิริพรรณ กล่าวว่า หลังพฤษภาคม 35 ประเทศไทย เราต้องการประชาธิปไตยเต็มใบ ลดบทบาททหารการออกจากการเมือง จนนำมาสู่รัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง ส่วนรัฐธรรมนูญ 2560 ถ้ามองดีๆ นายกรัฐมนตรีไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง นายกไม่ได้เป็นสส. ไม่ต้องลงปาร์ตี้ลิสก็ได้ ที่สำคัญคือ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง รวมถึงรัฐธรรมนูญ 60 ยังใส่บทบาทหน้าที่ของทหารเข้ามาด้วย ทั้งนี้เพราะการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในช่วงนั้นทหารได้เข้ามาอยู่ในสว.โดยตำแหน่ง ตลอดจนองค์กรอิสระ
ศ.ดร.สิริพรรณ กล่าวต่อว่า จากที่เพลงที่สะท้อนการเมืองไทย สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำ ที่เป็นผลผลิตมาจากระบบการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย โดยเฉพาะช่วง 20 ปีที่ผ่านมาความเหลื่อมล้ำสูงขึ้น อย่างไรก็ตามจะเห็นว่า คนรุ่นใหม่ยังมีความคาดหวัง ความหวังอย่างเต็มเปี่ยมสะท้อนออกมาผ่านบทเพลง ภาพยนตร์หรือศิลปะ ดังนั้นสังคมนี้ไม่เคยขาดความหวัง มากกว่าความหวังคืออยากให้มองความเป็นไปได้ ซึ่งสิ่งที่เราขาดวันนี้คือฉันทามติอย่างลึกซึ้ง เพราะ รัฐธรรมนูญปี 2540 เกิดขึ้นได้เนื่องจากมีพลังที่ต้องการปรับเปลี่ยนรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชน
ศ.ดร.สิริพรรณ กล่าวอีกว่า ส่วนที่บอกว่าพรรคราชการใหญ่สุด แล้วพรรคการเมืองจะเดินตามนั้น ตนมองว่า วันนี้ พรรคภูมิใจไทยใหญ่ขึ้น ไม่ใช่พรรคที่จำยอมเดินตามทำตามราชการ แต่กำลังจะดึงหรือรวมราชการมาเป็นส่วนหนึ่งของพรรค กลายเป็นพลัสอีกแล้ว คือพลัสแรกทำตามประโยชน์ของราชการแล้วพลัสกับผลประโยชนน์ของพรรคการเมืองเป็นหลัก นี่คือความน่ากลัวของสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
ขณะที่ นายปริญญา กล่าวว่า นับถอยหลังจะครบ 35 ปีพฤษภา ในการผลักดันรัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชนให้ได้ไม่สำคัญว่าเราจะเลือกพรรคการเมืองใดหรือสส.คนไหน แต่ความเห็นต่างต้องอยู่ร่วมกันได้ เจตจำนงของการมีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนไม่มีใครจะเปลี่ยนแปลงได้ เพราะประชามติประชาชน 65% เน้นว่าถึงอย่างไรก็ต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ดังนั้นไม่ว่าจะอย่างไรรัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชนจะต้องมาอย่างแน่นอน โดยถ้าจินตานาการว่าไม่เคยมีการรัฐประหารปี 49 และ 57 เราจะยังใช้รัฐธรรมนูญ 40 อยู่ แล้วนำมาแก้ไขแค่รายมาตรการ นี่คือเป็นการแก้ไขอดีต ให้ถือว่า 20 ปีที่ผ่านมาเป็นเพียงการตกท่อ หลงทาง เราจะลุกขึ้นมาจาท่อด้วยกัน แล้วพาประเทศไทยกลับขึ้นมาสู่หนทางที่ควรจะเป็นอีกครั้ง เพราะวันนี้เราทนไม่ไหวแล้วกับรัฐธรรมนูญ 60.



