เมื่อวันที่ 18 พ.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรมสรรพสามิต กรมธุรกิจพลังงาน และกรมการค้าภายใน แถลงผลการตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ส่วนหนึ่ง ที่มีสถานีน้ำมันของตนเองมีการประวิงเวลา การจำหน่ายเพื่อกักตุนน้ำมัน ฉวยโอกาสเก็งกำไร ราคาน้ำมันที่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเป็นเหตุให้เกิดภาวะวิกฤติการขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรงในเดือน มี.ค. 2569 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการสู้รบกันในตะวันออกกลาง
คณะทำงานฯ ตรวจสอบจนพบว่าสาเหตุที่น้ำมันขาดแคลน โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันดีเซล เกิดจากการประวิงเวลา การจำหน่ายน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ส่วนหนึ่งที่มีสถานีบริการน้ำมัน ไม่จ่ายน้ำมันออกไปยังสถานีบริการน้ำมัน ในช่วงปิดช่องแคบฮอร์มุซ ระหว่างวันที่ 20–25 มี.ค. 2569 ถึงแม้มีน้ำมันอยู่ในคลังน้ำมันอย่างเพียงพอ จนทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก จากการที่สถานีบริการน้ำมันไม่มีน้ำมันจำหน่าย โดยปริมาณน้ำมันดีเซลช่วงหลังจากปิดช่องแคบฮอร์มุช น้ำมันดีเซลได้หายไปจากระบบสะสมรวมแล้วกว่า 29.2 ล้านลิตร คิดเป็น 20.2%
นอกจากนั้นแล้วผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ยังมีการนำน้ำมันไปกักตุนในการขนส่งทางเรือและทางรถ โดยใช้การประวิงเวลา เพื่อให้น้ำมันไปถึงคลังน้ำมันในช่วงเวลาที่ตนเองสามารถที่จะทำกำไรได้อย่างมหาศาลจากการเก็งกำไรราคาน้ำมัน โดยพบเรือขนส่งน้ำมันขนาดใหญ่ (2-5 ล้านลิตร) จำนวน 23 เที่ยว (ของเดิม 2 เที่ยว) ประวิงเวลาเพื่อกักตุนน้ำมันบนเรือ จำนวน 50.8 ล้านลิตร และการประวิงเวลาทางรถ ซึ่งพบว่าไม่มีการระบุปลายทางจำนวน 662 เที่ยว จำนวนน้ำมัน 2.1 ล้านลิตร ซึ่งเชื่อว่ามีพฤติกรรมในการกักตุนน้ำมันไว้บนรถหรือในสถานที่กักเก็บน้ำมันอื่นใดที่มีใช้ของสถานีบริการน้ำมัน โดยจะมีการสืบสวนขยายผลต่อไป
พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ส่วนหนึ่งที่มีสถานีบริการน้ำมันที่มีการกระทำที่บิดเบือนกลไกตลาด โดยการประวิงเวลากักตุนน้ำมันในคลังและในการขนส่งทางเรือ ทางรถ เพื่อฉวยโอกาสทำกำไรให้กับธุรกิจของตนเอง ขาดธรรมาภิบาล โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนและไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรง ซึ่งทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนในข้อหา “ประวิงการจำหน่าย มาตรา 30 พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 มีอัตราโทษ จำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” และข้อหา “ใบกำกับการขนส่งไม่เป็นไปตามประกาศที่ กรมธุรกิจพลังงานกำหนด มาตรา 30 พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 มีอัตราโทษ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้มีการดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดกับผู้เกี่ยวข้องทุกราย ไม่ละเว้นผู้ใดเป็นอันขาด
ด้าน พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวว่า จากการตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบความผิดปกติในระบบกระจายน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งการกักตุนบนคลังน้ำมัน การหน่วงเวลาขนส่งทางเรือ และการขนส่งทางบก เพื่อหวังเก็งกำไรในช่วงวิกฤติ โครงสร้างระบบน้ำมันของประเทศไทย เริ่มจากการนำน้ำมันดิบเข้าสู่โรงกลั่น ก่อนส่งต่อไปยังคลังน้ำมัน และกระจายไปยังสถานีบริการทั่วประเทศ ทั้งทางเรือและทางรถบรรทุก โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ที่พึ่งพาการขนส่งทางเรือเป็นหลัก

ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่า แม้ปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศจะมีเพียงพอต่อการบริโภค โดยช่วงต้นเดือนมีนาคมมีน้ำมันในคลังสูงถึงเกือบ 600 ล้านลิตร และลดลงมาเหลือประมาณ 400 ล้านลิตร ซึ่งยังถือว่าเพียงพอ แต่กลับพบว่าผู้ค้าน้ำมันบางรายลดการจ่ายน้ำมันออกจากคลังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติอย่างผิดสังเกต
โดยในช่วงวันที่ 20-25 มี.ค. ซึ่งเป็นช่วงวิกฤติน้ำมันขาดแคลน พบว่าปริมาณการจ่ายน้ำมันลดลงต่อเนื่อง จากปกติที่ควรจ่ายวันละประมาณ 48 ล้านลิตร ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 24 และบางวันลดลงต่ำกว่านั้น ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำมันขาดตลาด ทั้งที่ในระบบยังมีน้ำมันเพียงพอ
“ยังพบพฤติกรรมกักตุนน้ำมัน ทั้งในระดับครัวเรือนและผู้ประกอบการขนส่ง รวมถึงการกักเก็บน้ำมันบนเรือขนส่ง โดยตรวจสอบพบเรือขนส่งน้ำมันจำนวน 257 เที่ยว มีถึง 23 เที่ยวที่ไม่ส่งน้ำมันตามกำหนด และมีพฤติการณ์ประวิงเวลาเพื่อรอราคาปรับสูงขึ้น คิดเป็นปริมาณน้ำมันกว่า 50 ล้านลิตร มูลค่าความเสียหายประมาณ 380 ล้านบาท”
พล.ต.อ.ธัชชัย ยังยกตัวอย่างผู้ค้าน้ำมันรายหนึ่ง ที่มีน้ำมันสำรองกว่า 13 ล้านลิตร แต่ในช่วงวิกฤติกลับลดการจ่ายน้ำมันลงกว่า 64 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงปกติ ถือเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประชาชนไม่สามารถหาซื้อน้ำมันได้
พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวอีกว่า ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ส่วนหนึ่ง ที่มีสถานีบริการน้ำมัน มีการกระทำที่บิดเบือนกลไกตลาด โดยการประวิงเวลา กักตุนน้ำมันในคลัง และในการขนส่งทางเรือ ทางรถ เพื่อฉวยโอกาสทำกำไรให้กับธุรกิจของตนเอง ขาดธรรมาภิบาล โดยไม่คำนึงความเดือดร้อนของประชาชนและไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรง
เบื้องต้นเตรียมแจ้งความเอาผิด กลุ่มคลังน้ำมัน (มาตรา 7) และกลุ่มเรือขนส่งน้ำมัน จำนวน 23 เที่ยว ในข้อหา “ประวิงการจำหน่าย” ตามมาตรา 30 พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มีอัตราโทษ จำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกลุ่มขนส่ง ในข้อหาใบกำกับการขนส่งไม่เป็นไปตามประกาศที่กรมธุรกิจพลังงานกำหนด ตามมาตรา 30 พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ด้าน พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวว่า ขณะนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ร่วมตรวจสอบการกระทำผิดของผู้ค้าน้ำมันบางราย ซึ่งเข้าข่ายมีลักษณะเป็นขบวนการ มีความซับซ้อน และส่งผลกระทบร้ายแรงต่อระบบเศรษฐกิจและประชาชน โดย DSI อยู่ระหว่างดำเนินการใน 4 กรณีสำคัญ ประกอบด้วย คดีกักตุนน้ำมันในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี คดีปลอมปนน้ำมันและขยายผลหาผู้บงการ คดีตรวจสอบความผิดปกติในการขนส่งน้ำมันทางเรือจากภาคตะวันออกไปยังภาคใต้ และการเข้าตรวจค้นสถานประกอบการเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงรวม 7 จุด
สำหรับกรณีกักตุนน้ำมันที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ขณะนี้มีการสอบปากคำพยานไปแล้วจำนวนหนึ่ง หลังพบความผิดปกติในการจำหน่ายน้ำมัน โดยเฉพาะน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ที่มีการจำหน่ายสูงถึง 2.16 ล้านลิตร สูงกว่าช่วงเดือนก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับช่วงที่เกิดความตื่นตระหนกและความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น
พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวว่า ช่วงเวลาดังกล่าวมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันรวมถึง 6 ครั้ง รวมกว่า 11.50 บาทต่อลิตร ซึ่งถือเป็นแรงจูงใจสำคัญให้เกิดการกักตุน เพื่อเก็งกำไร โดยคาดว่าอีกประมาณ 10 วัน จะสามารถสรุปผลการสอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหาผู้เกี่ยวข้องได้
ส่วนคดีปลอมปนน้ำมันในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง ขณะนี้พนักงานสอบสวนพบข้อมูลและพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงไปถึงผู้ได้รับผลประโยชน์ตัวจริง ซึ่งไม่ใช่ผู้ถือหุ้นหรือกรรมการบริษัทโดยตรง แต่เป็นบุคคลภายนอกที่มีอำนาจควบคุมการเงินและการดำเนินธุรกิจแทนบริษัท จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบเงินหมุนเวียนกว่า 3,000 ล้านบาท ขณะที่ผู้ถือหุ้นและกรรมการบางรายเข้าข่ายเป็นเพียง “ตัวแทนอำพราง” หรือ นอมินี โดยบุคคลที่ได้รับผลประโยชน์ตัวจริงอาจมีรายได้จากธุรกิจดังกล่าวไม่ต่ำกว่า 3 ล้านบาท ซึ่ง DSI อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม ก่อนขยายผลดำเนินคดีต่อไป
นอกจากนี้ DSI ยังตรวจพบความผิดปกติในการขนส่งน้ำมันทางเรือจำนวน 99 เที่ยว จากภาคตะวันออกไปยังภาคใต้ โดยพบการฝ่าฝืนประกาศกรมธุรกิจพลังงานถึง 166 รายการ เช่น ไม่ระบุปลายทางการขนส่ง ไม่มีหมายเลขกำกับเอกสาร วันเวลาเดินทาง หรือข้อมูลผู้ขนส่งอย่างชัดเจน ซึ่งอาจเปิดช่องให้มีการกระทำผิดอื่นแอบแฝง เบื้องต้น เจ้าหน้าที่เตรียมออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
“ขณะเดียวกัน DSI ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสารหลักฐานจากสถานประกอบการอีก 7 จุด ทั้งข้อมูลปริมาณน้ำมันคงคลัง กล้องวงจรปิด ใบกำกับภาษี และค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน เพื่อวิเคราะห์เส้นทางการกระทำผิดและขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมต่อไป”
พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวอีกว่า วันนี้เจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงานจะเข้าแจ้งความเอาผิดกับ 6 โรงกลั่นทั่วประเทศ ในขณะเดียวกันรัฐบาลได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาในเรื่องความผิดที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหนึ่งในคณะทำงานมีทาง ปปง.อยู่ด้วย แต่ในขณะนี้ยังไม่พบว่าเป็นความผิดมูลฐานข้อหาฟอกเงิน แต่หากสอบสวนไปแล้วพบว่าพฤติการณ์เข้าความผิดฐานอาญาก็จะยึดทรัพย์ด้วยทันที ส่วนกลุ่มการเมืองในขณะนี้จากการตรวจสอบยังไม่พบว่ามีนักการเมืองเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง
ด้านนายเอกนัฏ กล่าวว่า กระทรวงพลังงานได้ร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ตรวจสอบเหตุการณ์น้ำมันขาดแคลนที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพลังงาน
“เดิมทีเงินจากกองทุนน้ำมันมีวัตถุประสงค์เพื่ออุดหนุนและชดเชยราคาน้ำมันให้ประชาชนสามารถซื้อน้ำมันได้ในราคาที่เหมาะสม แต่จากการตรวจสอบกลับพบว่า มีกลุ่มผู้ค้าน้ำมันบางรายนำส่วนต่างจากการอุดหนุนไปใช้เพื่อกักตุนและเก็งกำไร แทนที่จะกระจายน้ำมันออกสู่ตลาดตามปกติ ส่งผลให้ประชาชนไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการช่วยเหลือของรัฐอย่างเต็มที่”
กระทรวงพลังงานจึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ในฐานะผู้เสียหาย กรณีพบการฝ่าฝืนประกาศกรมธุรกิจพลังงานเกี่ยวกับการขนส่งน้ำมัน โดยก่อนหน้านี้ได้ส่งข้อมูลให้ DSI ดำเนินคดีแล้ว 166 รายการ ซึ่งเป็นกรณีความผิดเกี่ยวกับการขนส่งทางเรือ
ล่าสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังประสานข้อมูลเพิ่มเติม พบความผิดอีก 662 กรณี เกี่ยวข้องกับคลังน้ำมันและการขนส่งทางบก ที่ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของกรมธุรกิจพลังงาน เช่น ไม่ระบุสถานที่ วันเวลา ประเภทน้ำมัน หรือรายละเอียดสำคัญในเอกสารกำกับการขนส่ง ซึ่งอาจเปิดช่องให้มีการประวิงเวลา ปรับเปลี่ยนข้อมูลย้อนหลัง หรือปรับปริมาณน้ำมันระหว่างขนส่งได้
นายเอกนัฏ กล่าวอีกว่า กระทรวงพลังงานจะดำเนินการอย่างเข้มงวดกับผู้ที่กระทำผิด พร้อมขยายผลทุกคดี ทั้งกรณีกักตุนน้ำมันที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และคดีปลอมปนน้ำมันที่จังหวัดอ่างทอง ซึ่งขณะนี้ DSI อยู่ระหว่างติดตามเส้นทางการเงินและผู้ได้รับผลประโยชน์ตัวจริง
โดยเฉพาะคดีอ่างทอง ที่พบข้อมูลเชื่อมโยงไปถึงบุคคลที่อยู่เบื้องหลัง และมีเงินหมุนเวียนสูงถึง 3,000 ล้านบาท ซึ่งเจ้าหน้าที่เตรียมขยายผลเอาผิดทั้งในเรื่องคุณภาพน้ำมัน การใช้เอกสารเท็จ และการฝ่าฝืนประกาศตามพระราชกำหนดที่นายกรัฐมนตรีประกาศใช้ในช่วงวิกฤติ
นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานยังเตรียมรวบรวมข้อมูลผู้ค้าน้ำมันและผู้ประกอบการขนส่งที่เกี่ยวข้องกับการกักตุนหรือประวิงเวลาจำหน่ายน้ำมัน เพื่อพิจารณาเรียกค่าเสียหายคืนเข้าสู่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากเห็นว่า การกระทำดังกล่าวทำให้เงินอุดหนุนที่ควรส่งต่อเป็นส่วนลดให้ประชาชน กลับกลายเป็นผลกำไรส่วนเกินของเอกชนบางกลุ่ม รัฐบาลจะติดตามดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างถึงที่สุด เพื่อไม่ให้มีการฉวยโอกาสหากำไรจากความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงวิกฤติอีกต่อไป.



