เมื่อวัฒนธรรมลุ่มน้ำอันทรงคุณค่าอย่าง “ประเพณีแข่งขันเรือยาว” ถูกเนรมิตขึ้นมาโลดแล่นบนผืนดิน งานขึ้นโขนชิงธงเรือบก ถือเป็นนวัตกรรมแห่งความสนุกสนานที่คิดค้นขึ้นโดย พระมหาขวัญชัย อคฺคชโย เจ้าอาวาสวัดคีรีวงก์ (วัดน้ำตก) อ.หลังสวน จ.ชุมพร ซึ่งเล็งเห็นถึงความสำคัญในการสร้างความสามัคคีและเชื่อมความสัมพันธ์ในชุมชน แต่เนื่องจากวัดคีรีวงก์ไม่มีแม่น้ำไหลผ่าน จึงได้ให้ช่างไม้ประจำวัดสร้าง “เรือสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก” หรือเรือติดล้อขึ้นมาทั้งหมด 8 ลำ โดยตั้งชื่อตามพระฤาษีผู้เป็นปรมาจารย์ครูหมอยาแห่งกรุงตักศิลาที่มีประวัติยาวนานกว่า 2,500 ปี

ประเพณีนี้เปิดฉากครั้งแรกในงานไหว้ครูหมอยา ปี พ.ศ. 2568 โดยมีทีมประชาชน ทีมแพทย์แผนไทย และทีมช่างประจำวัด ร่วมเปิดปฐมบทสร้างเสียงหัวเราะและคลายความทุกข์ให้กับผู้คน จนกลายเป็นกระแสโด่งดัง สำหรับในปี พ.ศ. 2569 นี้ ทางวัดได้เปิดรับสมัครทีมฝีพายเรือบกตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 โดยแบ่งการแข่งขันออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ประเภทผู้นำ (เขตพื้นที่อำเภอหลังสวน) ประเภทเยาวชน/นักเรียน และประเภทบุคคลทั่วไป

ตารางการแข่งขันจะเริ่มขึ้นในวันที่ 25 พฤษภาคม (รอบเยาวชน), วันที่ 26 พฤษภาคม (รอบผู้นำและประชาชนทั่วไป) และรอบชิงชนะเลิศในวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ผู้ชนะเลิศจะได้รับรางวัลใหญ่เป็นรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ (Honda Wave) พร้อมรางวัลอื่นๆ รวมมูลค่ามากกว่า 100,000 บาท โดยทางวัดคีรีวงก์มีหมุดหมายจะจัดงานนี้ขึ้นในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมของทุกปี (สำหรับการแข่งขันในรอบปีถัดไปจะจัดขึ้นในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2570 สามารถติดตามได้ที่เพจทางการของวัด)

ความเป็นมา วัดคีรีวงก์ (วัดน้ำตก)

สำหรับ วัดคีรีวงก์ หรือชื่อเดิม วัดน้ำตก ตั้งอยู่ใน อ.หลังสวน จ.ชุมพร อยู่ภายใต้การดูแลของ พระมหาขวัญชัย อคฺคชโย เจ้าอาวาส มีการจัดสรรพื้นที่ภายใน ก่อตั้งเป็นสถานพยาบาลด้วยภูมิปัญญาหมอพื้นบ้าน-หมอพร และก่อตั้งโรงเรียนแพทย์แผนไทย หมอพื้นบ้าน-หมอพร เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงการศึกษาสาขาแพทย์แผนไทย และเป็นศูนย์ฝึกงานแพทย์แผนไทยที่หลั่งไหลมาจากทั่วประเทศ ขณะนี้มีการฝึกประสบการณ์ทั้งหมด 5 สาขา ได้แก่ การรักษาฝีมะเร็งตามคัมภีร์ทิพย์มาลา, การรักษาตาต้อด้วยการบ่งหนามคัดเค้า, ยาฝน 108 เพื่อประชาชน, หัตถการปลิงบำบัด, การดูตาบอกโรคตามคัมภีร์อภัยสันตา, และโหราเวชศาสตร์คูณหารไฟธาตุเพื่อการปรุงยาเฉพาะราย ยิ่งไปกว่านั้นสถานที่และผู้สืบทอดภูมิปัญญาของแห่งนี้มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

พระมหาขวัญชัย อคฺคชโย

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ปูชนียบุคคลที่มีความสำคัญต่อภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านของ อ.หลังสวน จ.ชุมพร คือ หลวงปู่พัน จันทศิริ อดีตพระเถราจารย์ผู้เป็นที่เคารพเลื่อมใส ถือกำเนิดในวันพุธ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2414 ท่านคือพระกรรมฐานผู้สืบทอดวิชาแพทย์พื้นบ้าน, แพทย์แผนไทย และองค์ความรู้ด้านสมุนไพร ใช้ในการเยียวยาอาการเจ็บป่วยของชาวอำเภอหลังสวน ต่อมา หลวงปู่เจียม อติเมโธ เดินทางไปพบและฝากตัวเป็นศิษย์ จึงได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้วิชาทางการแพทย์พื้นบ้านและแพทย์แผนไทย ไม่เพียงเท่านั้นยังมีพระภิกษุผู้ฝากตนเป็นศิษย์ได้รับการสอนให้ช่วยรักษาชาวบ้านด้วยภูมิปัญญาการแพทย์แผนโบราณ อาทิ หลวงพ่อลอบ ธรรมฺมสุวรรโณ, หลวงพ่อแดง โสภณโน และ หลวงพ่อกระจ่าง โชติปาโล

เมื่อหลวงปู่พัน จันทศิริ มรณภาพ ชาวบ้านหมู่บ้านน้ำตกจึงนิมนต์หลวงปู่เจียม อติเมโธ มาจำพรรษา ณ วัดน้ำตก หลวงปู่เจียมตอบรับการนิมนต์มาจำพรรษา และใช้พื้นที่วัดทำการรักษาชาวบ้านที่ป่วยไข้ด้วยภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านและแพทย์แผนไทย โดยไม่เคยรับกิจนิมนต์ไปที่อื่นใด ทำให้ท่านเป็นที่เลื่อมใสของชาวบ้าน เมื่อหลวงปู่เจียมสิ้นบุญแล้ว พระมหาขวัญชัย อคฺคชโย ได้รับหน้าที่ผู้สืบทอดรุ่นที่ 6 และเปลี่ยนชื่อวัดน้ำตก เป็น วัดคีรีวงก์ ตามคำแนะนำของหลวงปู่เจียม

ประวัติพระมหาขวัญชัย อคฺคชโย

พระมหาขวัญชัย อคฺคชโย เข้ารับการบรรพชาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสและแพทย์พื้นบ้าน ได้รับการถ่ายทอดวิชาทั้งความรู้ทางด้านพระพุทธศาสนา การแพทย์แผนไทย และการแพทย์พื้นบ้านจากหลวงปู่เจียม พระมหาขวัญชัย อคฺคชโย นำองค์ความรู้เหล่านี้มาใช้เยียวยาคนไข้ที่มารับการรักษาด้วยโรคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น โรคทางเดินอาหาร โรคทางเดินปัสสาวะและระบบสืบพันธุ์ โรคระบบทางเดินหายใจ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคมะเร็ง หรือโรคฝีในคัมภีร์ทิพย์มาลา

ยิ่งไปกว่านั้นพระมหาขวัญชัย อคฺคชโย มีบทบาทสำคัญทำให้ประชาชนเห็นความสำคัญในการใช้สมุนไพรแคปซูลฟ้าทะลายโจร รักษาโรคติดต่อทางเดินหายใจ โควิด-19 (covid-19) โดยการรวบรวมสมุนไพร ตั้งตำรับยาชื่อ ยาไข้พิษ ไข้กาฬ ทำการผลิตและกระจายไปสู่เรือนจำต่าง ๆ มากกว่า 2 ล้านแคปซูล และได้จดสิทธิบัตรคุ้มครองภูมิปัญญานี้ในเวลาต่อมา

วัดคีรีวงก์ถูกพัฒนาและจัดสรรพื้นที่เป็นสัดส่วน ได้แก่ พื้นที่ส่วนคลินิกสำหรับรักษาผู้ป่วยไข้ที่เดินทางมาจากทั่วประเทศไทยและต่างประเทศ พื้นที่ส่วนอาคารเรียนสำหรับอบรมแพทย์แผนไทยที่มาจากทั่วประเทศ และพื้นที่ส่วนที่พักสำหรับแพทย์แผนไทยผู้เข้ามาฝึกอบรม อีกทั้งยังทำการเผยแพร่ภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรใกล้ตัวรักษาตนเองผ่านสื่อโซเชียลทุกวันเวลา 19.00 น. เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้แห่งชาติให้คนไทยทั่วประเทศ อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทั้งหมดนี้เพราะต้องการสืบสานภูมิปัญญาชาติให้ดำรงคงอยู่ และบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชนชาวไทย

ขอบคุณภาพจากเพจ วัดคีรีวงก์