เมื่อวันที่ 19 พ.ค. รายการโหนกระแสวันนี้ พูดคุยกรณีรถไฟฟ้ายี่ห้อดัง เกิดไฟลุกไหม้ ซึ่งยี่ห้อนี้ รุ่นนี้ ไม่ได้เกิดเหตุเป็นครั้งแรก กลุ่มผู้ใช้รถดังกล่าวมีการรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม

ตัวแทนผู้เสียหายเผยว่า เมื่อซื้อรถรุ่นนี้มาไม่นาน หลังจากนั้นเห็นปัญหาเกิดขึ้นกับผู้ใช้ต่างประเทศ ก็เริ่มมีความกังวล พยายามตรวจสอบว่าเสี่ยงเกิดปัญหากับรถรุ่นเดียวกันในไทยหรือไม่ ซึ่งปรากฏว่า ใช่ กลุ่มผู้ใช้รถจึงมีการรวมตัว ตั้งกลุ่มเพื่อพูดคุยและแลกเปลี่ยนกัน

บริษัทได้ส่งจดหมายถึงผู้ใช้เป็นคำแนะนำการใช้รถ โดยแนะนำให้ชาร์จไฟเพียง 70% ซึ่งเหล่าผู้ใช้รถมองว่าไม่เป็นธรรมกับผู้ใช้ เพราะการตัดสินใจซื้อย่อมต้องมีการพิจารณาแล้วว่า แบตฯ เท่านี้ ควรใช้ได้ระยะทางเท่านี้

และเมื่อเกิดเหตุแบบนี้ หลายคนก็มีความหวาดระแวง วิตกกังวลกับการชาร์จและใช้รถ แม้จะตั้งค่าให้ชาร์จแค่ 70% ได้ แต่ก็ไม่วางใจ บางคนไม่กล้าจอดในที่จอดรถปกติ ต้องหาที่จอดที่เป็นที่โล่ง ไม่ติดกับเพื่อนบ้านหรือข้าวของอื่น ๆ เพราะหวั่นจะเกิดเหตุร้าย และมีข้อมูลมาว่า คอนโดฯ บางแห่งได้ประกาศขอความร่วมมือไม่ให้นำรถรุ่นดังกล่าวเข้ามาจอด

ระหว่างพูดคุย อู่ซ่อมรถไฟฟ้าชื่อดัง กิ้งกือ EV Shop ได้ส่งคอมเมนต์เข้ามาบอกว่า คันปาก ทางทีมงานรายการจึงได้ติดต่อพูดคุย เจ้าของอู่ ระบุว่า เขาได้ติดตามเหตุการณ์ไฟไหม้ของรถรุ่นนี้มาตั้งแต่เคสแรกที่บราซิลในช่วงต้นเดือน ธ.ค. และเคสที่ 2 ที่สิงคโปร์ในช่วงเดือน ม.ค.

เจ้าของอู่ได้อธิบายโครงสร้างแบตเตอรี่ว่า ประกอบด้วยขั้วบวก ขั้วลบ และมีตัวกั้นกลางที่เรียกว่า Separator ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ เมื่อมีการชาร์จไฟไปเรื่อย ๆ เซลล์แบตเตอรี่จะมีการเปลี่ยนสถานะกลายเป็นของแหลม ๆ (Dendrites) ซึ่งจะคอยทิ่มแทงตัว Separator จนขาดหรือเป็นรู เมื่อตัวกั้นนี้เสียหาย ขั้วบวกและขั้วลบจะสัมผัสกันโดยตรง ทำให้เกิดการลัดวงจรและไฟไหม้ขึ้นมาในที่สุด โดยตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญที่ทำให้เกิดของแหลมนี้คือ ความร้อน ซึ่งเกิดขึ้นได้จาก 2 กรณีหลัก คือ 1. ในขณะกำลังชาร์จไฟ และ 2. ในระหว่างการใช้งานรถยนต์

เมื่อสอบถามว่า ทำไมต้องจำกัดการชาร์จที่ 70% เจ้าของอู่อธิบายว่า การชาร์จไม่เกินระดับนี้จะเกิดความร้อนในระดับที่ยังไม่ถึงจุดวิกฤติ (Critical point) ที่จะทำให้เกิดปฏิกิริยาดังกล่าว แต่หากชาร์จถึง 80% แบตเตอรี่จะเริ่มมีความร้อนสูงมาก เนื่องจากสถานะการชาร์จ (SOC) เริ่มเยอะ ซึ่งสังเกตได้จากระบบรถที่จะสั่งลดความเร็วในการชาร์จลงเมื่อถึง 80% เพื่อป้องกันความร้อน

นอกจากนี้ เจ้าของอู่ยังให้ข้อมูลที่น่าตกใจว่า แบตเตอรี่ที่มีปัญหานี้มาจากซัพพลายเออร์รายหนึ่ง และอาจไม่ได้มีแค่ในรถรุ่นนี้รุ่นเดียว แต่อาจอยู่ในรถรุ่นอื่นหรือยี่ห้ออื่นด้วยที่ใช้แบตเตอรี่จากแหล่งเดียวกัน

เจ้าของอู่มองว่า หลังจากเกิดเหตุไฟไหม้คันแรกในไทยเมื่อวันที่ 1 ก.พ. ทางบริษัทได้ให้คูปองชดเชยค่าชาร์จไฟประมาณ 8,500 บาท และกำหนดให้ชาร์จแค่ 70% แต่กลับยังไม่มีการประกาศรีคอลล์ (Recall) เพื่อตรวจสอบอย่างชัดเจนในทันที จนกระทั่งเกิดเหตุไฟไหม้คันที่ 2 ที่เป็นข่าวตอนนี้ ทางบริษัทถึงได้รีบประกาศแผนการเปลี่ยนแบตเตอรี่ในวันที่ 22 พ.ค.

เจ้าของอู่ยังตั้งข้อสังเกตเรื่องความไม่เป็นธรรมที่บริษัทพยายามโยนความผิดให้ผู้ใช้งานว่า ปัญหาเกิดเพราะชาร์จเกิน 70% ทั้งที่ปัญหาจริง ๆ ควรอยู่ที่คุณภาพของตัวรถและแบตเตอรี่มากกว่า รวมถึงการสื่อสารผ่านจดหมายหรือ Line Official นั้นไม่ทั่วถึง เพราะรถบางคันอาจมีการขายต่อเปลี่ยนมือ หรือเจ้าของย้ายที่อยู่ทำให้ไม่ได้รับจดหมาย

ทางเจ้าของอู่ได้เสนอวิธีการที่เขามองว่าเห็นผลและเข้าถึงผู้ใช้ได้จริง 2 วิธี คือ

1. การอัปเดตผ่านระบบ OTA (Over-the-Air) : ให้มีการส่งข้อความแจ้งเตือนไปที่หน้าจอรถทุกคันโดยตรง เมื่อสตาร์ตรถปุ๊บ ให้ข้อความขึ้นเตือนทันทีว่าต้องเข้ามารับบริการที่ศูนย์โดยด่วน ซึ่งระบบรถไฟฟ้าสามารถทำได้เหมือนการแจ้งเตือนฝนตกที่ทำอยู่ปัจจุบัน

2. การอัปเดตซอฟต์แวร์เพื่อล็อกการชาร์จ : วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือการอัปเดตซอฟต์แวร์ให้ตัวรถล็อกการชาร์จไว้ที่ 70% โดยอัตโนมัติ โดยที่เจ้าของรถไม่ต้องเป็นคนตั้งค่าเอง เพื่อป้องกันปัญหาการชาร์จเกินและลดความเสี่ยงในการเกิดไฟไหม้ รวมถึงลดข้อโต้แย้งระหว่างบริษัทกับผู้ใช้

ทางด้านอาจารย์บอมและ สคบ. ได้ร่วมแสดงความเห็นเสริมว่า การจะทำ OTA อาจติดเรื่องความยินยอม (Consent) ของผู้ใช้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือบริษัทต้องเตรียมอะไหล่ให้พร้อม หากไม่มีอะไหล่สำรองในประเทศ ปัญหาการร้องเรียนก็จะวนกลับมาที่ สคบ. ไม่จบสิ้น ซึ่งในกรณีนี้ สคบ. ได้เร่งรัดจนบริษัทต้องขยับกำหนดการเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้เร็วขึ้นเป็นเดือน พ.ค. นี้