เมื่อวันที่ 21 พ.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติไม่ยืนยันร่างกฎหมายสำคัญหลายฉบับที่ค้างมาจากสภาชุดก่อน ส่งผลให้ความเพียรพยายามของภาคประชาชนต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่ในสัปดาห์นี้ สส. ของพรรคประชาธิปัตย์จึงได้ร่วมกันเข้าชื่อเพื่อเสนอร่างกฎหมายเหล่านั้นกลับเข้าสู่ระเบียบวาระของสภาอีกครั้ง โดยหยิบยกเอาเนื้อหาที่ผ่านการเคาะจากชั้นกรรมาธิการวิสามัญชุดก่อนซึ่งเป็นจุดสมดุลระหว่างภาคส่วนต่างๆ มาปัดฝุ่นและยกระดับให้เข้มข้นขึ้น ประกอบด้วย 1. ร่าง พ.ร.บ.รายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) ร่างฉบับของ ปชป. จะใช้เนื้อหาเดิมที่ได้รับความเห็นชอบร่วมกันระหว่างภาคประชาชนและภาคธุรกิจแล้ว แต่จะมีการปรับลดระยะเวลาบทเฉพาะกาลให้สั้นลงจาก 5 ปี เหลือ 2 ปี เพื่อเร่งยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมไทยให้สอดรับกับเกณฑ์ในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ตามหมุดหมายของประเทศ

2. ร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน มุ่งเน้นการขจัดปัญหาการเลือกปฏิบัติในสถานประกอบการทุกรูปแบบ โดยนำร่างที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จสิ้นแล้วมาปรับปรุงรายละเอียดเล็กน้อย เพื่อให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานยุคใหม่ 3. ร่างกฎหมายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เพื่อยกระดับและรับรองสถานะทางกฎหมาย กำหนดมาตรฐานจรรยาบรรณ และสิทธิประโยชน์ของแนวหน้าสุขภาพ โดยพรรคประชาธิปัตย์ได้เพิ่มกลไก “กองทุนสวัสดิการ อสม.” เข้าไปในร่างกฎหมาย เพื่อสร้างหลักประกันชีวิตที่มั่นคงอย่างเป็นรูปธรรม

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้พรรคได้จัดทำร่างกฎหมายที่เป็นเสาหลักนโยบายของพรรคเสร็จสิ้น และพร้อมยื่นต่อสภาอีก 2 ฉบับ คือ 1.ร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ปรับปรุงกติกาให้หน่วยงานรัฐต้องจัดทำและจัดเก็บข้อมูลอยู่ในรูปแบบดิจิทัล (Digitalization) เพื่อความโปร่งใสและเอื้อให้เกิดการแบ่งปันข้อมูล (Open Data) พร้อมกระชับกระบวนการอุทธรณ์ในกรณีที่รัฐปฏิเสธการเปิดเผยข้อมูลให้รวดเร็วและเป็นธรรมยิ่งขึ้น 2.ร่าง พ.ร.บ.สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สภา SME) จัดตั้งองค์กรกลางเพื่อเป็นตัวแทนของกลุ่มผู้ประกอบการ SME ทั่วประเทศในการคานอำนาจและเจรจาต่อรอง พร้อมบรรจุบทบัญญัติบังคับให้รัฐต้องมีมาตรการส่งเสริม SME ไทยอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การกำหนดสัดส่วนโควตาในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวทางเมืองเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์มีจำนวนเสียง สส. ไม่เพียงพอตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญในการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมได้โดยลำพัง จึงได้ประสานงานกับพรรคการเมืองต่าง ๆ ที่มีอุดมการณ์และเผชิญปัญหาทำนองเดียวกัน เพื่อร่วมมือกันผลักดันร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยดีเดย์เตรียมยื่นร่างร่วมกันภายในสัปดาห์หน้า ซึ่งมีกรอบสาระสำคัญ 3 ประการ 1.ที่มาของ ส.ส.ร. ต้องกระจายตัว กำหนดให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มาจากการคัดเลือกและมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง โดยกลไกการโหวตเลือกในรัฐสภาจะต้องออกแบบให้เกิดการกระจายสัดส่วน ไม่ให้กลุ่มทุนหรือเสียงข้างมากในสภาเข้าควบคุมหรือผูกขาดอาณัติของ ส.ส.ร. ได้ 2.ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมในหมวด 1 (บททั่วไป) และหมวด 2 (พระมหากษัตริย์) ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนต่อความมั่นคงของรัฐและความรู้สึกของสังคม และ 3.ปรับปรุงกระบวนการลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญในชั้นรัฐสภาหลังจากที่ ส.ส.ร. ยกร่างเสร็จสิ้น เพื่อให้กลไกประชาธิปไตยเดินหน้าได้โดยไม่ถูกกลุ่มเสียงข้างน้อยที่มีเงื่อนไขพิเศษใช้อำนาจยับยั้งจนร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศต้องตกไป

“ทั้งหมดนี้ก็คืองานที่เกี่ยวข้องกับด้านนิติบัญญัติที่ทางพรรคประชาธิปัตย์ได้ขับเคลื่อนในสัปดาห์นี้” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว.