เมื่อวันที่ 22 พ.ค. “เดลินิวส์” ติดตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา (อบจ.นครราชสีมา) แห่งใหม่ ภายใต้การบริหารของ นางยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ.นครราชสีมา บนพื้นที่ 46 ไร่ ต.โคกกรวด อ.เมือง จ.นครราชสีมา ตรงข้ามวิทยาลัยนาฏศิลปนครราชสีมา วงเงินงบประมาณเกือบ 1 พันล้านบาท โดยตั้งราคากลางไว้ที่ 987,473,061 บาท

โครงการดังกล่าวเป็นอาคารสูง 9 ชั้น พื้นที่ใช้สอยกว่า 38,000 ตารางเมตร ใช้วิธีกู้เงินจากกองทุนส่งเสริมกิจการองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ก.ส.อ.) เพื่อดำเนินการ ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมประกาศประกวดราคาจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อหาผู้รับเหมาก่อสร้าง ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย

ล่าสุด นายมารุต ชุ่มขุนทด อดีตผู้สมัครนายก อบจ.นครราชสีมา และอดีตผู้สมัคร สส.นครราชสีมา พรรคกล้าธรรม ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อโครงการดังกล่าว โดยมองว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน อบจ. ควรทำหน้าที่เป็น “กันชน” ให้ประชาชน มากกว่าการเร่งสร้างอาคารด้วยงบกู้จำนวนมหาศาล ซึ่งอาจกลายเป็นภาระระยะยาวของคนรุ่นต่อไป

นายมารุต ระบุว่า ช่วงเวลานี้ไม่ใช่จังหวะเหมาะสมสำหรับการกู้เงินเกือบ 1,000 ล้านบาท เพื่อสร้างสำนักงานแห่งใหม่ แต่ทุกหน่วยงานภาครัฐควรกลับมาทบทวนลำดับความสำคัญของการใช้งบประมาณ โดยเฉพาะในภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์

“วันนี้ประชาชนไม่ได้ต้องการเห็นองค์กรที่มีตึกใหญ่ขึ้น แต่ต้องการเห็นองค์กรที่ช่วยพยุงชีวิตเขาได้จริง ในวันที่รายได้ไม่แน่นอน ต้นทุนสูงขึ้น งานหาย และอนาคตเต็มไปด้วยความเสี่ยง” นายมารุต กล่าว

พร้อมตั้งคำถามว่า งบประมาณระดับเกือบ 1 พันล้านบาท ควรถูกใช้เพื่อสร้าง “อาคาร” หรือควรถูกนำไปสร้าง “ความมั่นคง” ให้ประชาชนมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการน้ำ การจ้างงาน การพัฒนาอาชีพ การช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย การดูแลผู้สูงอายุ รวมถึงการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติและวิกฤติเศรษฐกิจ

นายมารุต ยังมองว่า หน่วยงานที่ใช้งบประมาณสาธารณะ ควรใช้ทรัพยากรอย่างรอบคอบ และหลีกเลี่ยงการสร้างภาระผูกพันระยะยาวที่อาจตกทอดไปยังลูกหลานในอนาคต พร้อมย้ำว่า ความเชื่อมั่นของประชาชนไม่ได้เกิดจากการมีอาคารใหม่ราคาแพง แต่เกิดจากการที่ประชาชนรู้สึกว่าองค์กรภาครัฐสามารถพึ่งพาได้ในวันที่เดือดร้อน

“เงิน 1,000 ล้านบาทวันนี้ ควรถูกใช้สร้างความมั่นคงให้ชีวิตคนโคราช มากกว่าสร้างภาระระยะยาวให้ลูกหลาน” นายมารุต กล่าว พร้อมเสนอให้นำงบประมาณไปใช้ในด้านน้ำกินน้ำใช้ การฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก การจ้างงานชุมชน การพัฒนาเยาวชน และระบบดูแลผู้สูงอายุ

ทั้งนี้ นายมารุต ทิ้งท้ายว่า อำนาจที่ประชาชนมอบให้ผู้บริหารท้องถิ่น ควรใช้เพื่อปกป้องอนาคตของประชาชน มากกว่าสร้างภาระเพิ่มเติมในช่วงเวลาที่บ้านเมืองยังเผชิญความไม่แน่นอน พร้อมเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจกลับมาทบทวนความเหมาะสมของโครงการอีกครั้ง โดยมองว่าการทบทวนไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือความรับผิดชอบต่อประชาชนและคนรุ่นต่อไป