เมื่อวันที่ 25 พ.ค. นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แถลงถึงกรณีคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เผยแพร่ผลงานวิจัยสำรวจความคิดเห็นภาคเอกชน ซึ่งมีการระบุว่า กรมควบคุมมลพิษเป็นหน่วยงานที่มีการเรียกรับสินบนสูงที่สุดในประเทศ โดยเสนอเฉลี่ยสูงถึง 102,160 บาทต่อครั้ง โดยกล่าวว่า หลังจากทราบผลสำรวจดังกล่าว ทาง คพ. ได้เรียกประชุมผู้บริหารทั่วประเทศทันที เนื่องจากตลอดระยะเวลาเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา กรมไม่เคยได้รับการร้องเรียนเรื่องการทุจริตในลักษณะนี้ และการเผยแพร่ข้อมูลของ กกร. ในลักษณะทำนองนี้ ได้สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์องค์กรอย่างร้ายแรง ยากแก่การแก้ไขเยียวยา และส่งผลให้ข้าราชการเสียขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่เป็นอย่างมาก
นายสุรินทร์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม คพ. ยืนยันว่าไม่ได้นิ่งนอนใจและพร้อมรับการตรวจสอบในทุกมิติ โดยล่าสุดได้ตั้งคณะทำงานทบทวนมาตรการและแนวทางปฏิบัติราชการทุกขั้นตอน พร้อมทั้งยกระดับคู่มือปฏิบัติงาน (Work Manual) ไปสู่มาตรฐาน SOP (Standard Operating Procedure) เพื่อลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และจากการตรวจสอบเชิงลึกยอมรับว่า “กระบวนงานการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายกับแหล่งกำเนิดมลพิษ” เป็นจุดที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริตด้านการใช้อำนาจมากที่สุด ซึ่งทางกรมกำลังเร่งอุดรอยรั่วนี้อย่างเด็ดขาด
อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวต่อว่า หลังจากที่ คพ. ได้ทำหนังสือเปิดผนึกเพื่อขอคำชี้แจง และได้รับเอกสารระเบียบวิธีการสำรวจจำนวน 3 รายการจาก กกร. เมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา ทางทีมวิชาการของ คพ. ได้ตั้งข้อสังเกตและข้อพิรุธสำคัญรวม 7 ประการ ที่ชี้ให้เห็นว่า กระบวนงานวิจัยชิ้นนี้ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการและอาจผิดจรรยาบรรณวิจัย ดังนี้ 1) การจำแนกหน่วยงานภาครัฐ ออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ (1) กลุ่มการจัดเก็บภาษีและรายได้ (2) กลุ่มการออกใบอนุญาต (3) กลุ่มศุลกากรและการค้าระหว่างประเทศ (4) กลุ่มสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน และ (5) กลุ่มการกระบวนการยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมาย โดยมีหน่วยงานระดับกรมของประเทศ 162 หน่วยงาน แต่มีการสำรวจอยู่เพียง 26 หน่วยงาน ซึ่งไม่ครอบคลุมภาพรวมของระบบราชการไทยทั้งประเทศ ในเชิงวิชาการไม่สามารถนำผลไปใช้ในการกำหนดนโยบายประเทศทั้งระบบได้
นายสุรินทร์ กล่าวว่า 2) การออกแบบสอบถามยึดโยงจากแนวทางของธนาคารโลก (World Bank) ปี 2542 เป็นหลัก ซึ่งเป็นข้อมูลที่เก่า หลายหน่วยงานได้ถูกปรับบทบาทภารกิจไปแล้ว ตั้งแต่ปี 2545 อาจไม่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันของแต่ละหน่วยงาน ตัวอย่างเช่น กรมทรัพยากรธรณี ไม่มีบทบาทใด อยู่ใน 5 กลุ่มหน่วยงานภาครัฐที่จำแนกเลย 3) การศึกษาครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่ภาคเอกชนเพียงบางกลุ่มที่มีขอบเขตค่อนข้างจำกัด ไม่ได้มีการกระจายกลุ่มตัวอย่างไปยังภาคส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น ภาคประชาชน ผู้รับบริการทั่วไป ภาควิชาการ หรือภาคประชาสังคม เพื่อให้เกิดมุมมองที่หลากหลาย และช่วยสร้างกลไก Check and Balance ต่อผลลัพธ์ของการศึกษา
นายสุรินทร์ กล่าวต่อว่า 4) การสำรวจใช้แบบสัมภาษณ์ 2 รูปแบบ คือ แบบออนไลน์ (Google Form) และแบบเผชิญหน้า (Face to Face) โดย กกร. แจ้งว่ามีแบบสอบถามออนไลน์เพื่อเป็นตัว Back up ดูความสอดคล้อง แต่โครงสร้างแบบสอบถามทั้งสองมีความแตกต่างกันทั้งจำนวนส่วนและข้อคำถาม ซึ่งไม่สอดคล้องกันอย่างมีนัยสำคัญ 5) การสำรวจตัวอย่างผู้ตอบแบบสอบถาม 401 ราย ทั่วประเทศ ในช่วงระหว่าง วันที่ 26 มี.ค.–10 เม.ย. 2569 (จำนวน 16 วัน) เป็นระยะเวลาที่กระชั้นชิด มีความเสี่ยงในการควบคุมมาตรฐาน/คุณภาพในการสำรวจแบบสอบถาม แบบ Face to Face ที่มีข้อคำถามมากถึง 70 ข้อ ซึ่งต้องสอบถามให้ได้ 25 ราย/วัน โดยตัวอย่างกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ ย่อมเสี่ยงต่อการควบคุมมาตรฐาน/คุณภาพในการสำรวจแบบสอบถาม
นายสุรินทร์ กล่าวว่า 6) ข้อมูลในระดับรายหน่วยงานจะเพียงพอสำหรับการสรุปหรือจัดอันดับการทุจริต ซึ่งเป็นภาพรวมรายหน่วยงานและเป็นภาพลักษณ์ของประเทศหรือไม่ เนื่องจากพิจารณาจากผู้ที่มีประสบการณ์ตรงจริง ร้อยละ 45 หรือราว 184 คน เมื่อเชื่อมโยงกับ 26 หน่วยงาน อาจมีคนตอบเพียงแค่เฉลี่ย 7 คนหรือน้อยกว่านั้น ต่อหน่วยงาน เท่านั้น 7) แบบสอบถามมีคำถามที่ชี้นำในการตอบ เช่น “เป็นที่รู้กัน” หรือวัดความเชื่อ เช่น “เชื่อมั่นเพียงใด” และตั้งสมมุติฐานเชิงลบ เช่น “หากไม่จ่ายเงินเพิ่ม ท่านเชื่อว่ากระบวนการจะมีความล่าช้าเกินกำหนดหรือไม่”
“จากหนังสือชี้แจงของ กกร. ได้ยอมรับว่าระดับความเชื่อมั่นและค่าความคลาดเคลื่อนของกลุ่มตัวอย่างเป็นการอ้างอิงกรอบการกำหนดตัวอย่างในภาพรวมของการสำรวจ ไม่ควรตีความเป็นการรับรองความแม่นยำในระดับรายหน่วยงานหรือรายประเด็นย่อยด้วยระดับเดียวกันทั้งหมด เป็นต้น ทำให้การที่ กกร. สรุปข้อมูลว่า คพ. เป็นหน่วยงานที่เสนอการรับสินบนต่อครั้งเป็นอันดับ 1 นั้น คพ. จึงเห็นว่าไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ตามหลักการวิจัย ผิดจรรยาบรรณ การทำศึกษาวิจัยหรือไม่อย่างไร” ดร.สุรินทร์ กล่าว
ทั้งนี้ กรมควบคุมมลพิษ ได้แจ้งเตือนไปยังผู้ประกอบการและประชาชน ให้ระมัดระวังกลุ่มมิจฉาชีพหรือบุคคลที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ คพ. เพื่อเรียกรับผลประโยชน์ โดยหากพบพฤติกรรมน่าสงสัยสามารถแจ้งร้องเรียนตรงมายัง คพ. ได้ในทุกช่องทางทันที.



