ดร.วิจารย์ สิมาฉายา. ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย  (TEI)เปิดเผยว่า  ในโอกาสครบรอบ 33 ปี ในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม TEI พร้อมแสดงจุดยืนครั้งสำคัญในการก้าวไปสู่องค์กรผู้นำในการขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ พร้อมเครือข่ายพันธมิตร โดยเตรียมชูประเด็นวิกฤติสิ่งแวดล้อมโลก วิกฤติสิ่งแวดล้อมไทย พร้อมชวนภาคีเครือข่ายตั้งแต่ระดับพื้นที่ไปจนถึงระดับนโยบายทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม จากทุกภาคส่วนมาร่วมผนึกกำลังวันที่  29 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชัน 08.00-16.00 น.ผ่านเวที “ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด ฝ่าวิกฤติ Triple Planetary Crisis” ประกอบด้วย 3 วิกฤติสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) และ มลพิษ (Pollution) เพื่อหาทางออกและรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน โดยได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มาเป็นประธานเปิดงานและร่วมปาฐกถาพิเศษ “การใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการแก้ไขปัญหาวิกฤติสิ่งแวดล้อมไทย” นอกจากนี้ ภายในงานเตรียมพบกับ 3 เวทีใหญ่ที่พร้อมเจาะลึกตรงประเด็นเพื่อร่วมหาทางรอดจาก 3 วิกฤติสิ่งแวดล้อม ตามแนวทางปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด ซึ่งงานนี้ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิที่ขับเคลื่อนงานวิชาการและผู้เชี่ยวชาญในวงการสิ่งแวดล้อม รวมถึง ผู้บริหารภาคธุรกิจที่เป็นผู้นำด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนระดับประเทศไทย วิทยากรมากกว่า 15 ท่าน มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สะท้อนทางรอดและการปรับตัว  

ดร.วิจารย์ กล่าวว่า วิกฤตการณ์ Climate Change เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแน่ ๆ TEIจึงต้องเน้นเรื่องการปรับตัวให้รอด โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมที่ต้องหาพันธุ์พืชใหม่ที่ทนน้ำทนแล้งและทำเกษตรคาร์บอนต่ำเพื่อการส่งออก ส่วนปัญหามลพิษพลาสติกที่กำลังจะมีอนุสัญญาโลกฉบับใหม่ ประเทศไทยยังเผชิญความท้าทายเรื่องระบบการแยกขยะที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งเวทีสัมมนานี้จัดขึ้นเพื่อหาทางออกและรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน ตลอด 33 ปีที่ผ่านมา TEI ได้เริ่มขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืนในภาคธุรกิจจนปัจจุบันมีองค์กรสมาชิก (TBCSD) ถึง 467 องค์กร และผลักดันเรื่องฉลากเขียวซึ่งเป็นอาวุธสำคัญในการทำธุรกิจยุคใหม่ที่ต้องตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงที่มาของวัตถุดิบ นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการช่วย SME ในห่วงโซ่อุปทานให้ปรับตัวผ่านการอบรมและโปรโมชั่นค่าธรรมเนียมฉลาก เพื่อเปลี่ยนจากต้นทุนเป็นการลงทุนเพื่อความยั่งยืน

ในเชิงปฏิบัติ TEI มีงานวิจัยลงพื้นที่ที่กลายเป็นโมเดลนโยบาย เช่น การจัดการพลาสติกที่เกาะลันตาที่สร้างความร่วมมือกับร้านรับซื้อของเก่าและชุมชนเพื่อเพิ่มมูลค่าขยะ โมเดลป่าชุมชนที่บุรีรัมย์ที่เปลี่ยนที่ทิ้งขยะให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้นิเวศ และการแก้ปัญหาหมอกควันข้ามแดนที่ไปนำร่องในลาวและพม่า เพื่อส่งเสริมเกษตรที่สูงแบบไม่เผาโดยเน้นให้เกษตรกรมีรายได้เลี้ยงชีพได้จริง มีการทำโครงการเมืองคู่ขนานเพื่อเฝ้าระวังไฟป่าและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างประเทศ เพราะปัจจุบันวิกฤตสิ่งแวดล้อมรุนแรงและใกล้ตัวมาก เช่น น้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่และเชียงราย เราจึงต้องเรียนรู้วิธีการอยู่กับน้ำและการปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป

สำหรับก้าวต่อไปในปีที่ 34 TEI จะมุ่งเน้นโครงการขยะอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับ UN และผลักดันกฎหมาย EPR (Extended Producer Responsibility) ที่ให้ผู้ผลิตรับผิดชอบผลิตภัณฑ์จนถึงซากทิ้ง แม้กฎหมายจะล่าช้าแต่ภาคเอกชนก็พร้อมปรับตัวตามมาตรฐานโลกที่เริ่มบังคับใช้แล้ว เช่น การกำหนดสัดส่วนพลาสติกรีไซเคิล 30% ในบรรจุภัณฑ์ โดย TEI จะใช้นวัตกรรมอย่าง AI และภาพถ่ายดาวเทียมมาช่วยประเมินการกักเก็บคาร์บอน และร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ใช้หลักการ LCA (Life Cycle Assessment) ประเมินวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ตั้งแต่เกิดจนตายเพื่อรับรองฉลากสิ่งแวดล้อมให้เป็นสากล รองรับมาตรการภาษีคาร์บอน (CBAM) ของต่างประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวผ่านปัญหาเก่าและรับมือกับวิกฤตใหม่ได้อย่างยั่งยืน