เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 29 พ.ค. ที่วัดโพธิ์เรียง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. เบอร์9 ลงพื้นที่ชุมชนวัดโพธิ์เรียง เขตบางกอกน้อย เพื่อหาเสียงและพบปะกับพี่น้องประชาชนในชุมชน พูดคุยแลกเปลี่ยนถึงปัญหาในพื้นที่ ซึ่งได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี บางคนได้เข้ามาขอถ่ายรูป
นอกจากนี้ยังมีประชาชนที่ใช้รถใช้ถนนขับผ่านบีบแตรพร้อมลดกระจกลงมาเพื่อโบกมือทักทายและมีวินมอไซค์ กล่าวทักทายในชัชชาติโดยบอกว่า จะไม่ให้เลือกได้อย่างไร ต้องเลือกอยู่แล้ว เพราะดูจากนโยบายก็ต้องเลือกอยู่แล้วเพราะเบอร์ 9 คือเบอร์ในดวงใจของตน

นอกจากนี้ นายชัชชาติได้ไปดูพื้นที่จัดทำบ่อกักเก็บน้ำเสีย ที่บริเวณด้านหลังของวัดโพธิ์เรียง ซึ่งบ่อดังกล่าว จะเป็นบ่อน้ำกักเก็บน้ำเสีย ก่อนที่จะส่งไปยังโรงบำบัดน้ำเสีย หลังจากนั้นนายชัชได้ขึ้นไปกราบสักการะ องค์พระที่บริเวณโบสถวัดโพธิ์เรียง โดยทางเจ้าวาสของวัดโพธิ์เรียงได้ขอเอกสารแผ่นพับที่เขียนนโยบายกับนายชัชชาติ และเมื่อนายชัชชาติมอบให้พร้อมบอกว่า ที่มอบให้ไม่ได้หาเสียง แต่ต้องการให้ดูนโยบายว่ายังมีอะไรที่ขาดเหลือ เพราะพระรู้ปัญหาของชุมชนเยอะ
นายชัชชาติ เปิดเผยถึงการลงพื้นที่เขตบางกอกน้อย
ว่า ถือว่าเป็นพื้นที่เก่าแก่ ในบริเวณฝั่งธนบุรี ซึ่งเป็นลักษณะชุมชนที่อยู่กันแน่น ถนนเล็ก และคับแคบ แต่ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับเส้นเลือดฝอยและเส้นเลือดใหญ่ พร้อมยกตัวอย่าง เส้นเลือดใหญ่ อย่างเช่นรถไฟฟ้า เส้นเลือดฝอย คือประชาชนเดินทางสัญจรอย่างไรเพื่อให้มาถึงบริเวณรถไฟฟ้าได้ ดังนั้นจึงต้องทำเส้นเลือดฝอยให้เข้มแข็ง และในพื้นที่บางกอกน้อยมีการปรับปรุงตอกซอกซอย ไฟแสงสว่าง ขุดลอกคูครองรวมถึง ระบบต่างๆที่เราเล็งเห็นว่าจะต้องไปด้วยกัน

นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญที่ต้องดูแล คือผู้สูงอายุในพื้นที่บางกอกน้อย ที่ต้องมีการกระจายดูแลเรื่องสาธารณสุข ผู้ป่วยติดเตียงอัคคีภัยเพราะการเข้าถึงในพื้นที่ชุมชนค่อนข้างลำบาก ดังนั้นจึงต้องมีเครื่องดับเพลิงที่สามารถพกพาได้ แต่ปัญหาหลักของเขตบางกอกน้อยในขณะนี้คือ ตัวระบบบำบัดน้ำเสีย ที่ขณะนี้มีโครงการโรงบำบัดหนึ่งแห่ง และโครงการกักเก็บน้ำเสียอีก 3 โครงการ ยอมรับว่าโครงการดังกล่าวมีความล่าช้า และมีการขยายเวลาในช่วงโควิดไปอีก 400 กว่าวัน ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนซึ่งจะต้องมีการเร่งรัด และต้องยอมรับว่าเป็นโครงการที่หนักใจ เพราะมีปัญหาหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องการออกแบบที่ไม่ตรงกับสภาพหน้างาน ซึ่งถ้าหากตนได้กลับมาก็จะต้องเร่งรัด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน
ภายหลังการให้สัมภาษณ์เสร็จสิ้นได้มีประชาชนในพื้นที่เข้ามาสอบถามนายชัชชาติ ว่าโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียจะสามารถสร้างแล้วจะเสร็จได้ในปีไหน นายชัชชาติบอกว่าจะต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จโดยเร็ว

เมื่อประชาชนถามต่อว่าหากนายชัชชาติไม่ได้รับการเลือกตั้งจะทำอย่างไร เพราะเมื่อถึงช่วงหน้าฝนทำให้มียุงและน้ำไม่ได้รับการระบาย โดยนายชัชชาติได้ตอบกลับว่า โครงการนี้มีขึ้นมาก่อนที่ตนจะเข้ารับตำแหน่งเมื่อสมัยที่แล้ว ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นปัญหาหลักซึ่งส่วนตัวตนมองว่าคงจะไม่เกินปลายปี 2569 ที่จะดำเนินโครงการนี้แล้วเสร็จ
ทั้งนี้ นายชัชชาติ กล่าวถึงนโยบายที่ระบุไว้ว่าจะไม่มีการติดป้ายหาเสียงว่า นโยบายป้ายหาเสียง ที่ระบุไว้ว่าจะไม่มีป้ายหาเสียงในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งหากมีก็ต้องมีให้น้อยที่สุด ตนมองว่าก็ไม่ได้จำเป็นและเกะกะเมือง อีกทั้งไม่ดีต่อสิ่งแวดล้อมเพราะต้องใช้พลาสติก อีกทั้งราคายังสูง ซึ่งเชื่อว่าในถนนใหญ่ประชาชนคงรู้อยู่แล้วว่าเราเบอร์อะไร ซึ่งก็จะใช้สื่ออื่นในการหาเสียงเช่นสื่อโซเชียลมีเดีย หรือการทำบิวบอร์ดเพราะไม่ได้มีราคาแพง ซึ่งจะต้องเปลี่ยนรูปแบบการหาเสียงให้ดีต่อสิ่งแวดล้อมต้นทุนถูกลง

แต่ขณะเดียวกันสำหรับในพื้นที่ชุมชนโดยเฉพาะผู้สูงอายุ ก็คงจะมีการนำไปติดในชุมชน เพื่อให้ประชาชนที่ไม่ได้ใช้โซเชียลมีเดีย รู้ว่าเบอร์อะไร ซึ่งจะต้องมีการปรับการหาเสียงให้สอดคล้องกับสถานการณ์และสิ่งแวดล้อม
“ยอมรับว่าปีนี้แปลก เพราะไม่ค่อยเห็นป้ายหาเสียง ของผู้สมัครผู้ว่ากทม. รายอื่น ซึ่งถือว่าน้อยลงมาก เพราะปกติแล้วเมื่อรับสมัครเสร็จ ก็จะมีป้ายหาเสียงเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ” นายชัชชาติกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กำหนดการลงพื้นที่หาเสียงวันนี้
คลอบคลุมพื้นที่ เขตบางกอกใหญ่ – บางกอกน้อย – บางพลัด อาทิ ชุมชนวัดอัมพวา, ถนนอิสรภาพ 44 ,ชุมชนวัดระฆัง, ตลาดวังหลัง, หน้าโรงพยาบาลศิริราช , ชุมชนวัดดาวดึงษาราม ,ชุมชนพระราม 8 แล้ว ปิดท้ายเดินตลาดหน้าเซ็นทรัลปิ่นเกล้า.



