เมื่อเวลา 8.00 น.วันที่ 31 พ.ค.2569 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพฯหมายเลข 14 ระบุว่า ระหว่างลงพื้นที่หลายจุดรวมทั้งการรับฟังความคิดเห็นประชาชนผ่านโซเชียลมีเดีย ยอมรับว่า เป็นนโยบายรัฐบาลเกี่ยวกับการประหยัดพลังงานถึงแม้ว่าจะเป็นสภาวะที่จำเป็นแต่ว่าอยากจะให้ทดแทนด้วยไฟโซล่าเซลทุกจุดที่ปิดพร้อมเสริมพื้นที่เสี่ยงนำร่องก่อนจะได้ผู้ว่ากรุงเทพฯคนใหม่ อย่างไรก็ตามสถานการณ์ตอนนี้กรุงเทพอยู่ในช่วงขาดผู้บริหาร จึงเสนอให้รัฐบาลซ่อมแซมในส่วนที่เป็นจุดบอดตรงนี้ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในช่วงระยะเวลาหนึ่งเดือน

อย่างไรก็ตามเรามีแคมเปญและนโยบายอยู่แล้วในการที่จะผลักดันให้กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ปลอดภัย 24 ชั่วโมงระหว่างนี้กำลังประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ในช่วงหนึ่งเดือนก่อนการลงคะแนนแต่ก็มีความเป็นห่วงเนื่องจากกฎหมายที่รัฐบาลออกมาจะสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน และขณะนี้สภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่คนอายุเกิน 60 ปี ยังทำงานนอกบ้านบางคนขับแท็กซี่บางคนขี่มอเตอร์ไซค์ รถตุ๊กๆบริการนักท่องเที่ยว รวมทั้งพ่อค้าแม่ขายที่จะต้องเก็บร้านกลับบ้านในช่วงเวลากลางคืนส่วนใหญ่และขับขี่ไม่ปลอดภัย

นางมัลลิกา กล่าวว่า ข้อมูลของเลขาธิการแพทยสภา ออกมาให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเชิงการแพทย์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ภายหลังราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศกรมทางหลวง เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 เรื่องมาตรการปรับลดการใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนทางหลวงแผ่นดินเลข 4 หลักในช่วงดึก แม้จะเป็นนโยบายประหยัดพลังงานที่ดีและมีการเว้นจุดเสี่ยงแต่ในมุมหนึ่งยังมีปัจจัยเสี่ยง

เนื่องจากผู้สูงอายุตั้งแต่วัย 65 ปีขึ้นไปจะมีระบบการปรับสายตาในที่มืดช้าลงกว่าปกติถึง 2-3 เท่าและจากสถิติคนไทยยังมีสถิติป่วยด้วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ต้อกระจก และต้อหินในสัดส่วนที่สูงมาก ซึ่งโรคเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อจอประสาทตา ลานสายตา และการตอบสนองต่อแสงจ้าจากไฟหน้ารถที่สวนทางมา นอกจากนี้ ยารักษาโรคบางประเภท เช่น ยาแก้แพ้ หรือยานอนหลับ ยังมีผลข้างเคียงทำให้รูม่านตาขยายจนเป็นอุปสรรคต่อการมองเห็นในที่แสงน้อย

นางมัลลิกา ระบุว่าทราบข่าวจากทางแพทยสภาได้เสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาเพิ่มเกณฑ์ทดสอบสายตาในสภาวะแสงน้อยสำหรับการต่อใบขับขี่ผู้สูงอายุ รวมถึงเสนอให้กรมทางหลวงพิจารณาปรับใช้ระบบไฟอัจฉริยะในระยะยาวแทนการปิดไฟมืดสนิท อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เมื่อรับฟังจากประชาชนก็มีเสียงสะท้อนในลักษณะเดียวกันว่ารัฐบาลจะต้องหาวิธีการทดแทนด้วยวิธีอื่นร่วมด้วย