เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงคมนาคม ยังรอความเห็นจากบางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงยังไม่ได้นำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาใน 7 ประเด็น ประกอบด้วย 1.ให้ยกเลิกมติ ครม. เรื่องมาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาทสายตามนโยบายรัฐบาลระยะที่ 2, 2.ให้ยกเลิกมติ ครม. ที่มอบหมายให้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล(องค์การมหาชน) หรือ สพร. ดำเนินการเรื่องการพัฒนาศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง (Clearing House : CCH), 3.กำหนดนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า 17-45 บาทต่อเที่ยว, 4.รับทราบผลการประชุมของคณะกรรมการจัดการจราจรทางบก(คจร.) ครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2568 ที่ให้โอนรถรถไฟฟ้าสายสีเขียว สีทอง และสีแดง มาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า 5.มอบให้หน่วยงานที่กำกับดูแลตามมาตรา 43 ของ พ.ร.บ.การร่วมลงทุนเอกชนของสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าแต่ละสัญญา ดำเนินการเจรจาค่าแรกเข้าให้เป็นค่าแรกเข้าครั้งเดียว, 6.มอบให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) เร่งดำเนินการถ่ายโอนรถไฟฟ้าสายสีเขียว ทอง ทั้งทรัพย์สิน และภาระหนี้สินให้ รฟม. และ 7.มอบให้กระทรวงการคลังพิจารณาหน่วยงานที่เหมาะสมในการดำเนินการพัฒนาและบริหารจัดการ CCH ซึ่งแนวโน้มคาดว่าจะเป็นธนาคารกรุงไทย ทั้งนี้คาดว่าจะเสนอ 7 ประเด็นดังกล่าวให้ที่ประชุม ครม. พิจารณาได้ในวันที่ 9 มิ.ย. 2569
นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า กระทรวงคมนาคม คิดโมเดลค่าโดยสารไว้หลายสูตร เพื่อลดค่าครองชีพในการเดินทางให้ประชาชน ซึ่งค่าโดยสาร 17-45 บาทต่อเที่ยว เป็นตัวเลขที่กรมการขนส่งทางราง (ขร.) วิเคราะห์มาแล้วว่าจะไม่เป็นภาระทางการคลังมากเกินไป ในการที่รัฐบาลจะชดเชยค่าโดยสารตามการใช้จริงให้ประชาชน เบื้องต้นชดเชยปีละประมาณ 4 พันล้านบาท ใช้เงินกองทุนตั๋วร่วม อาทิ เงินรายได้สะสมของ รฟม. เป็นต้น ทั้งนี้อัตราค่าโดยสารดังกล่าว ต้องชำระผ่านบัตร Europay Mastercard and Visa (EMV) Contactless Card ซึ่งผู้โดยสารต้องจ่ายค่าโดยสารเต็มจำนวนก่อน และระบบจะคืนเงินส่วนต่างที่เกิน 45 บาทต่อเที่ยวให้ภายหลังการเดินทาง ในลักษณะเดียวกับรถไฟฟ้าสายสีแดง และสายสีม่วง ที่ปัจจุบันดำเนินการมาตรการเหมาจ่ายรายวัน (40 บาทตลอดวัน) ผ่านบัตร EMV อยู่ ซึ่งจะสิ้นสุดมาตรการในวันที่ 30 พ.ย. 2569 และจะมีการเสนอต่ออายุโครงการนี้ไปอีก 1 ปี

สำหรับค่าโดยสาร 17-45 บาทต่อเที่ยว จะใช้กับรถไฟฟ้าทุกสีทุกสาย ไม่รวมรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (ARL) ซึ่งจะเริ่มดำเนินการภายในปี 2570 แต่หากใช้บริการเฉพาะสายสีแดง และสายสีม่วง ยังคงใช้มาตรการค่าโดยสาร 40 บาทตลอดวัน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ขร. ก็ยังศึกษาเรื่องค่าโดยสารอัตรา 40-60 บาทตลอดวันอยู่ ซึ่งเมื่อสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวสิ้นสุดลงในปี 2572 ก็อาจมาทบทวนมาตรการค่าโดยสาร 40 บาทตลอดวันกับรถไฟฟ้าทุกสีทุกสายต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามถึงนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า 40 บาท ที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะพยายามใช้กับรถไฟฟ้าทุกสีทุกสายให้ได้เป็นของขวัญปีใหม่ 2570 นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ยอมรับว่ายังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ต้องล้มไปเลย เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวต้องใช้เวลาเจรจากับภาคเอกชน เพื่อแก้ไขสัญญาสัมปทาน ดังนั้นจึงต้องใช้สูตรราคา 17-45 บาทต่อเที่ยว ซึ่งสามารถดำเนินการได้ทันที โดยไม่ต้องแก้สัญญา

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับนโยบายค่าโดยสาร 17-45 บาทต่อเที่ยว เป็นเกณฑ์ราคาที่คำนวณมาจากพฤติกรรมการเดินทางของผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะเดินทางอยู่ในกรอบราคาค่าโดยสารนี้ จึงเชื่อว่าจะไม่เป็นผลกระทบต่อภาระของรัฐบาลที่จะต้องหาเงินอุดหนุนมากนัก แต่ยอมรับว่าประชาชนจะต้องจ่ายค่าโดยสารรถไฟฟ้าแพงขึ้น หากเทียบกับนโยบายเดิมค่าโดยสารรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวันทุกสีทุกสาย อย่างไรก็ตามสำหรับกองทุนตั๋วร่วม เบื้องต้นคาดว่าในปีแรกจะเสนอขอ ครม. เพื่อใช้งบประมาณปี 2570 เข้ามาเป็นเงินประเดิมกองทุนด้วย และหากในปีต่อๆ ไป เงินในกองทุนตั๋วร่วมไม่พอกับการชดเชย ก็จะเสนอของบประมาณในปีนั้นๆ ต่อไป.



