จากการที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเพื่อทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ที่มีการเผยแพร่ผ่านสื่อต่าง ๆ ทั้งในไทย และต่างประเทศ โดยมีการถ่ายทอดภาพขณะที่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงปฏิบัติหน้าที่นักบินผู้ช่วย เคียงข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการเสด็จฯ โดยเครื่องบินพระที่นั่ง ไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่ต่าง ๆ ในไทยและในต่างประเทศนั้น นับเป็นภาพประวัติศาสตร์… สมเด็จพระบรมราชินีนักการบิน ที่ชาวไทยต่างแซ่ซ้อง และชาวต่างชาติต่างก็ชื่นชมในพระปรีชาสามารถ

สมเด็จพระบรมราชินี ทรงพระวิริยอุตสาหะ ทรงมุ่งมั่น ศึกษาฝึกฝน โดยพระองค์ทรงสำเร็จการฝึกและศึกษาหลักสูตรการบินของหน่วยฝึกการบินพลเรือนกองทัพอากาศ เมื่อ 8 ธันวาคม 2553 ซึ่งทรงทำการบิน เครื่องบินแบบ Cessna T41 นอกจากนี้ ทรงสำเร็จการฝึกและศึกษาหลักสูตรการบินทหารบก อากาศยานปีกติดลำตัว ชั้นมัธยม ของโรงเรียนการบินทหารบก เมื่อ 16 มกราคม 2554 ซึ่งทรงทำการบินกับเครื่องบินแบบ Cessna T41 และทรงสำเร็จการฝึกและศึกษาหลักสูตรการบินของโรงเรียนการบิน กองทัพอากาศ เมื่อ 6 ธันวาคม 2555 โดยทรงทำการบินกับ เครื่องบินแบบ CT-4E และ PC-9

พระองค์ได้เสด็จฯ ไปทรงศึกษาด้านการบินเพิ่ม ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ทรงผ่านการทดสอบและทรงได้รับใบอนุญาตนักบินของสหภาพยุโรป ออกโดยสำนักงานการบินพลเรือนแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ดังนี้… ใบอนุญาตนักบินส่วนบุคคล PPL (A) ทรงทำการบิน เครื่องบิน Cessna 172, Mooney M-20, Piper PA-34 Seneca และ ใบอนุญาตนักบินพาณิชย์ตรี CPL (A) โดยมี Type Rating ของ เครื่องบิน Boeing 737 300-900 รวมถึง ใบอนุญาตนักบินพาณิชย์เอก (ATPL-Theory) อีกทั้งทรงได้รับใบอนุญาตนักบินพาณิชย์เอกจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ซึ่ง ปัจจุบันทรงปฏิบัติหน้าที่ตำแหน่งนักบินผู้ช่วย ทรงทำการบินเครื่องบินพระราชพาหนะ Boeing 737-400, Boeing 737-800

เมื่อครั้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชินี เสด็จฯ เยือนราชอาณาจักรภูฏาน อย่างเป็นทางการ ตามคำทูลเชิญของสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏาน ระหว่างวันที่ 25-28 เมษายน 2568 ในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นนักบินที่ 1 และสมเด็จพระบรมราชินี ทรงเป็นนักบินผู้ช่วย ซึ่งเครื่องบินพระที่นั่งลงจอดราบรื่นและสง่างาม ณ ท่าอากาศยานนานาชาติพาโร หนึ่งในท่าอากาศยานที่บินเข้าและออกยากที่สุดในโลก ซึ่งพระปรีชาสามารถของทั้ง 2 พระองค์เป็นที่กล่าวขานในนานาประเทศ

และระหว่างวันที่ 16-18 มีนาคม 2569 ในการเสด็จฯ เยือน สปป.ลาว ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของนายทองลุนสีสุลิด ประธานประเทศ สปป.ลาว ทั้ง 2 พระองค์ก็ทรงทำการบินเอง โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติหน้าที่นักบินที่ 1 สมเด็จพระบรมราชินีทรงปฏิบัติหน้าที่นักบินผู้ช่วย เป็นอีกครั้งที่พระปรีชาด้านการบินเป็นที่ประจักษ์ชัด

ทั้งนี้ จากการที่ สมเด็จพระบรมราชินี ทรงตั้งพระราชหฤทัยมั่นในการศึกษาและทรงพระวิริยอุตสาหะในการฝึกฝนการบิน พระองค์ทรงได้รับการยกย่องในระดับสากลว่า ทรงเป็นพระราชินีที่ทรงพระปรีชาสามารถด้านการบิน

“สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี” ทรงเปี่ยมด้วยพระปรีชาสามารถในหลากหลายด้าน โดย นานาประเทศต่างชื่นชมว่า สมเด็จพระบรมราชินีแห่งราชอาณาจักรไทยทรงเป็นสตรีผู้ทรงพลัง ซึ่งด้านการกีฬาพระองค์ก็ทรงได้รับการยอมรับและยกย่องจากนานาประเทศ ทรงสนพระราชหฤทัยและ ทรงพระปรีชาสามารถในกีฬาหลายประเภท ทั้งกีฬาวิ่ง กีฬาจักรยาน กีฬาเรือใบ และกีฬาไอซ์ฮอกกี้ ซึ่งทุกประเภทกีฬาดังกล่าว ทรงพระวิริยอุตสาหะ ทรงทุ่มเทพระวรกายฝึกฝนและ ทรงสามารถเข้าร่วมการแข่งขัน ทั้งระดับชาติ และระดับนานาชาติ

กีฬาไอซ์ฮอกกี้ ฮอกกี้น้ำแข็ง ทรงพระปรีชาเป็นที่ประจักษ์ โดยปี 2566 ครั้งที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระบรมราชินี เสด็จฯ ไปทรงเปิดการแข่งขัน ไทยแลนด์อินเตอร์เนชันแนล ไอซ์ฮอกกี้ อารีนา เชียงใหม่ ในการนี้ สมเด็จพระบรมราชินีทรงร่วมกิจกรรมไอซ์ฮอกกี้คู่เปิดสนาม โดยทรงทำคะแนนแรกให้ทีม และ สมเด็จพระบรมราชินีทรงลงแข่งขันกีฬาไอซ์ฮอกกี้ในชุดสีน้ำเงิน หมายเลข HMQ ในโอกาส การแข่งขันกระชับมิตรสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาคมกีฬาฮอกกี้น้ำแข็งแห่งประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งทรงทำคะแนนแรกให้กับทีมไทย

ด้วยพระอัจฉริยภาพ ทาง สหพันธ์กีฬาฮอกกี้น้ำแข็งนานาชาติ (IIHF) ได้ขอพระราชทานกราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระบรมราชินีทรงรับตำแหน่งทูตส่งเสริมกีฬาฮอกกี้น้ำแข็งประเภทหญิง (Women’s Global Ambassador)” ซึ่งทรงเป็นสตรีคนแรกของโลกที่ได้รับตำแหน่งนี้ โดยที่ผ่านมาพระองค์ได้เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรการแข่งขันฮอกกี้น้ำแข็งในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว 2026 ณ สาธารณรัฐอิตาลี และเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรการแข่งขันฮอกกี้น้ำแข็งรอบชิงชนะเลิศในมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 และพระราชทานเหรียญรางวัลแก่ผู้ชนะเลิศ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ทัพนักกีฬา   

กีฬาเรือใบ เป็นอีกหนึ่งประเภทกีฬาที่ สมเด็จพระบรมราชินีทรงแสดงพระปรีชาสามารถเป็นที่ประจักษ์ และทรงเป็นแรงบันดาลใจแก่นักกีฬาเรือใบไทยในการฝึกฝนทักษะและพัฒนาการเล่นเรือใบสู่ระดับนานาชาติ ซึ่งพระองค์ ทรงร่วมการแข่งขันกีฬาเรือใบรายการสำคัญแล้วหลายครั้ง และทรงสร้างความประทับใจยิ่ง อาทิ ปี 2566 ทรงร่วมแข่งขันเรือใบนานาชาติ ชิงถ้วยพระราชทาน “ภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้า ครั้งที่ 35” ใน ทีมวายุรุ่น IRC Zero หมายเลขเรือ THA 72 ณ หาดกะตะ อ.เมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต, การแข่งขันกีฬาเรือใบข้ามอ่าว เส้นทางหาดชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี สู่อ่าวเตยงาม อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ปี 2567, การแข่งขันเรือใบนานาชาติ ชิงถ้วยพระราชทาน “ภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้า ครั้งที่ 37” ปี 2568

เมื่อครั้ง สมเด็จพระบรมราชินีทรงเป็นนักกีฬาเรือใบทีมชาติไทย ประเภทคีลโบ๊ต เอสเอสแอล 47 ทรงร่วมแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ปี 2568 ทรงคว้าชัยชนะอันดับ 1 ทรงเป็นตัวแทนนักกีฬาเรือใบทีมชาติไทยที่ชนะเลิศเข้ารับพระราชทานเหรียญรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นภาพที่สร้างความสุขและปลื้มปีติยิ่งแก่ปวงไทยที่ได้ชื่นชมพระบารมี ทั้งนี้ สมเด็จพระบรมราชินียังทรงเคยเข้าร่วมแข่งขันรายการ Puerto Portals 52 Super Series  ณ เกาะมายอร์กา ราชอาณาจักรสเปน ปี 2567 ด้วย โดยที่ผ่านมาทรงแข่งขันกีฬาเรือใบร่วม กับ ทีมวายุ ในหลายรายการ ซึ่งนอกจากพระปรีชาจะเป็นที่ประจักษ์แล้ว ยังทรงนำมาซึ่งแรงบันดาลใจด้านกีฬาแก่ชาวไทย

กีฬาจักรยาน พระองค์ก็ทรงพระปรีชาสามารถเป็นที่ประจักษ์ เมื่อครั้ง เสด็จฯ ไปทรงเปิดสนามจักรยานสราญจิตมงคลสุขณ บึงสีไฟ จ.พิจิตร เมื่อ 23 มีนาคม 2567 ในการนี้ พระองค์ ทรงจักรยานร่วมกับพสกนิกรเป็นระยะทางกว่า 10.28 กิโลเมตร และทรงสร้างความประทับใจอย่างยิ่ง พระองค์ ทรงจักรยาน BMX ผ่านอุปสรรคลูกระนาดระดับต่าง ๆ ซึ่งต้องใช้ทักษะการทรงตัวและไหวพริบขั้นสูง ทรงแสดงถึงพระพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง และพระปรีชาเชิงกีฬาที่รอบด้าน

กีฬาวิ่ง พระองค์ก็ทรงสนพระราชหฤทัย สมเด็จพระบรมราชินีทรงได้รับการยกย่องว่าทรงมีพระวินัยในการฝึกฝนสูงและทรงมีพระวรกายที่แข็งแกร่ง ทั้งนี้ เมื่อ 10 ธันวาคม 2566 พระองค์เสด็จฯ ไปทรงร่วม วิ่งเฉลิมพระเกียรติ CIB RUN” ณ สนามลู่ปั่นจักรยานเจริญสุขมงคลจิต สนามบินสุวรรณภูมิ ทรงร่วมวิ่งระยะทาง 10 กิโลเมตร ใช้เวลา 61 นาที 45 วินาที และเมื่อ 30 พฤศจิกายน 2568 ทรงร่วมวิ่งฮาล์ฟมาราธอนอะเมซิ่งไทยแลนด์ มาราธอน แบงค็อกครั้งที่ 8 ระยะทาง 21.1 กิโลเมตร ร่วมกับนายเอเลียด คิปโชเก้ ตำนานนักวิ่งมาราธอนระดับโลก และนักวิ่งจากทั่วโลก 20,000 คน ซึ่งทรงวิ่งถึงเส้นชัยท้องสนามหลวงด้วยเวลา 2 ชั่วโมง 13 นาที 40 วินาที ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ทรงเคยร่วมวิ่งระยะ 10 กิโลเมตร รายการ “อะเมซิ่งไทยแลนด์ มาราธอน แบงค็อก พรีเซนต์บาย โตโยต้า ครั้งที่ 7” ร่วมกับนายเอเลียด คิปโชเก้ มาแล้วครั้งหนึ่ง

และเมื่อ 11 มกราคม 2569 ตั้งแต่เวลา 05.15 น. สมเด็จพระบรมราชินี ทรงร่วมกิจกรรมเดิน พร้อมสุนัขหลวงวินเทอร์ ระยะทาง 3 กิโลเมตร และพระราชทานถ้วยรางวัลการแข่งขันวิ่ง โครงการรัน ฟอร์ วีลส์ #5 (Run  for Wheels #5)” วิ่งเพื่อให้หมาได้วิ่ง ครั้งที่ 5 ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ซึ่งเป็นทั้งกิจกรรมด้านการกีฬา และด้านการกุศล โดยโครงการนี้นำเงินรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายไปจัดทำวีลแชร์ให้แก่สัตว์พิการ และสนับสนุนการจัดซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ของคณะสัตวแพทยศาสตร์ ซึ่งการที่สมเด็จพระบรมราชินีเสด็จฯ ร่วมกิจกรรมนี้ ยังมาซึ่งความปลื้มปีติของประชาชนชาวไทย

ทั้งนี้ จากความสนพระราชหฤทัยในกีฬาต่าง ๆ… สมเด็จพระบรมราชินี พระองค์มิได้ทรงเป็นเพียง สมเด็จพระบรมราชินีนักกีฬา หากแต่ยังทรงเป็น สมเด็จพระบรมราชินีนักการกีฬา ด้วย พระองค์ ทรงเป็นขวัญกำลังใจและนำสู่การพัฒนาวงการกีฬาไทยสู่ระดับนานาชาติ ขณะเดียวกัน ทรงเป็นแบบอย่างและทรงเป็นแรงบันดาลใจแก่ประชาชนในการใส่ใจดูแลสุขภาพให้  แข็งแรงด้วยการกีฬา ซึ่งจะส่งผลดีต่อเนื่องถึงการมีจิตใจที่แข็งแกร่ง มีสมาธิดี มีสติที่มั่นคง

ความสนพระราชหฤทัยและพระปรีชาสามารถของ “สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี” นั้น ด้านการบิน…ทรงเป็น “สมเด็จพระบรมราชินีนักการบิน” ปวงไทยต่างปลื้มปีติในพระปรีชาที่นานาชาติ แซ่ซ้อง ขณะที่ด้านการกีฬา…ทรงเป็น สมเด็จพระบรมราชินีนักการกีฬา” ซึ่งก็นับเป็นอีกด้านหนึ่งของ “พระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของปวงไทย” ปวงไทยต่างน้อมสำนึกในพระเมตตา.

ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน