เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (2 มิ.ย.) นางสาวสวรีย์ เลิศไพบูลวณิช หรือ กิ๊ก นักธุรกิจสาวชาวสกลนคร เจ้าของแบรนด์อาหารเสริมชื่อดัง Bunny มอบหมายให้ นายกฤษฎา โลหิตดี หรือทนายโนบิ ทนายความชื่อดัง พร้อมทีมทนายความ นำพยานหลักฐานเข้ายื่นฟ้องดำเนินคดีกับนักร้องสาวชื่อดัง กระต่าย พรรณนิภา ในฐานความผิดฉ้อโกง ต่อศาลจังหวัดสกลนคร หลังตรวจสอบพบพฤติกรรมการตั้งเบิกค่าใช้จ่ายบริษัทอันเป็นเท็จ หรือ บิลทิพย์ จำนวนมากถึง 22 ครั้ง

โดยสืบเนื่องมาจาก นางสาวสวรีย์ นักธุรกิจ และกระต่าย พรรณนิภา นักร้อง ได้ตกลงทำสัญญาร่วมลงทุนทางธุรกิจเพื่อจำหน่ายสินค้าแบรนด์ Bunny โดยมีการแบ่งขอบเขตความรับผิดชอบอย่างชัดเจน ซึ่งกระต่าย ดูแลด้านการตลาดและโฆษณา ส่วน นางสาวสวรีย์ รับผิดชอบด้านสินค้าและระบบบัญชี ทั้งสองฝ่ายมีข้อตกลงร่วมกันว่า หากมีค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการทำงาน เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง หรือของใช้สำหรับทีมงาน ให้ทางกระต่าย สำรองจ่ายไปก่อน แล้วจึงนำใบเสร็จมาตั้งเบิกคืนจากบริษัทเป็นรายเดือน

กระทั่งเมื่อวันที่ 20 พ.ค. ที่ผ่านมา กระต่าย ได้ตัดสินใจฉีกสัญญา พร้อมทั้งลบตะกร้าสินค้าและคลิปวิดีโอโปรโมตออกจากช่องทางออนไลน์ทั้งหมด ส่งผลให้เกิดข้อพิพาทและนำไปสู่การตรวจสอบเอกสารทางบัญชีอย่างละเอียดจากทางฝั่งนางสาวสวรีย์ จากการตรวจสอบบัญชีพบความผิดปกติในการเบิกจ่ายหลายรายการ โดยระบุว่า กระต่าย ได้นำสลิปค่าใช้จ่ายส่วนตัวมากล่าวอ้างว่า เป็นค่าใช้จ่ายของทีมงานเพื่อขอเบิกเงินจากบริษัท ทางทีมทนายความจึงได้รวบรวมหลักฐานและชี้แจงพฤติการณ์เบิกจ่ายทิพย์ที่สำคัญไว้ในคำฟ้อง อาทิ

ช้อปปิ้งออนไลน์ แต่เบิกเป็นค่าข้าวทีมงาน นำสลิปโอนเงินจ่ายค่าสินค้าออนไลน์ให้กับพนักงานขนส่งพัสดุ มาตั้งเบิกกับบริษัทโดยอ้างว่าเป็นค่าอาหารสำหรับทีมงานหลายครั้ง เบิกค่าน้ำมันไปเล่นคอนเสิร์ตส่วนตัว นำใบเสร็จค่าน้ำมันจากการขับรถเดินทางไปรับงานแสดงคอนเสิร์ตส่วนตัวตามจังหวัดต่างๆ มาผลักภาระตั้งเบิกกับบริษัท โดยอ้างว่าเป็นค่าน้ำมันสำหรับการเดินทางไปทำคอนเทนต์หรือไปส่งพนักงาน

โอนเงินเข้ากระเป๋าตัวเองนำสลิปการทำรายการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารส่วนตัว หรือเติมเงินเข้า TrueMoney Wallet ของตนเอง มาตั้งเบิกโดยอ้างว่าเป็นค่าอาหารหรือค่าจัดทำคอนเทนต์นำบิลทำเล็บ อ้างทำคอนเทนต์นำใบเสร็จค่าน้ำมันในวันที่เดินทางไปทำกิจธุระส่วนตัวและเสริมความงาม (ทำเล็บ) มาเบิกโดยอ้างว่าเดินทางไปถ่ายทำสื่อโฆษณาให้แบรนด์

ใช้สลิปแฟนเลี้ยงหมูกระทะนำสลิปโอนเงินจากบัญชีธนาคารของชายคนรัก (แฟนหนุ่ม) ที่ไปรับประทานหมูกระทะเป็นการส่วนตัว มาตั้งเบิกบริษัทโดยเขียนข้อความอ้างว่าเลี้ยงหมูกระทะทีมงาน ทั้งที่ข้อเท็จจริงทีมงานกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ออฟฟิศ

นายกฤษฎา โลหิตดี หรือทนายโนบิ ทนายความฝ่ายโจทก์ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า แม้จำนวนเงินในบางรายการอาจดูไม่สูงมากนัก แต่พฤติการณ์ดังกล่าวถือเป็นการกระทำความผิดซ้ำซากและต่อเนื่องถึง 22 ครั้ง หรือ 22 กรรม ซึ่งความผิดฐานฉ้อโกงแต่ละกรรมมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ทำให้ทางโจทก์มองว่าเป็นการแสดงให้เห็นถึงเจตนาทุจริตอย่างชัดเจน นอกจากนี้ การยกเลิกสัญญาของกระต่าย ยังส่งผลให้บริษัทได้รับความเสียหายมูลค่ากว่า 40 ล้านบาท ทางโจทก์จึงตัดสินใจดำเนินคดีอาญาอย่างเด็ดขาดเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของธุรกิจและทวงคืนความยุติธรรม

ทนายโนบิ เผยถึงแนวทางการดำเนินคดี ว่า ความผิดฐานฉ้อโกงตามกฎหมายนั้นเป็นความผิดอันยอมความได้ หากคู่กรณีทั้งสองฝ่ายสามารถพูดคุยเจรจาและตกลงกันได้ ก็มีโอกาสที่จะหาแนวทางยุติข้อพิพาทที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคดีนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการไต่สวนมูลฟ้อง ทางฝั่งของน้องกระต่าย เองก็ยังมีสิทธิและโอกาสในการนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองในชั้นศาลได้เต็มที่ เพราะตามหลักกฎหมาย ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ต้องถือว่าผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่

คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดสกลนคร โดยศาลมีการออกหมายนัดไต่สวนมูลฟ้อง เพื่อพิจารณาพยานหลักฐานตามกระบวนการทางยุติธรรมใน วันที่ 3 ส.ค. 69

ทั้งนี้ นางสาวสวรีย์ กล่าวด้วยน้ำตาซึมว่า ตอนนี้มีกระบวนการสร้างโปรไฟล์อวตารขึ้นมาโจมตีตน และสินค้า หนำซ้ำยังลามไปถึงพูดจาให้ร้ายแม่ของตนที่เพิ่งเสียชีวิตไปด้วยโรคมะเร็งได้ไม่นานมานี้ อยากขอร้องให้กลุ่มบุคคลผู้ไม่หวังดี หยุดพฤติกรรมดังกล่าว เพราะตอนนี้กระทบกระเทือนสภาพจิตใจเป็นอย่างมาก

ขณะที่ นายสมเกียรติ โรจวรกมล ทนายความ กล่าวแนะนำแนวทางด้านกฎหมายว่า การทำธุรกรรมในลักษณะเบิกทิพย์ หรือการเบิกจ่ายในรายการที่ไม่มีอยู่จริง รวมถึงการเบิกจ่ายซ้ำซ้อน ถือเป็นการทุจริตอย่างชัดเจนตามกฎหมาย ในประเด็นการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์เพื่อลบข้อมูลหรือจัดการตะกร้าสินค้าของคู่ค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นการกระทำที่เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พร้อมเตือนว่าการปิดกั้นช่องทางทำมาหากินของผู้อื่นโดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า เป็นการกระทำที่ขาดความเห็นอกเห็นใจในการทำธุรกิจ และอาจมีผลทางกฎหมายตามมา หากพบว่ามีการกระทำผิดจริง ผู้เกี่ยวข้องควรเตรียมรับผลทางกฎหมายที่ตามมาให้ดี.