ต้องเรียกว่าอายุจริง 21 แต่ร่างกายเหมือนคนอายุ 27 สำหรับดาราดัง “เจมีไนน์-นรวิชญ์ ฐิติเจริญรักษ์” รายการ Tuck Talk เปิดชีวิตคนรุ่นใหม่ที่ใช้ร่างกายหนักเกินวัย! ทำงานหนัก นอนดึก จนต้องพกยาติดตัวทุกวัน งานนี้คนแห่สนใจหนักมาก โดยหนุ่มเจมีไนน์เล่าว่า

เจมีไนน์ เผยว่า “อาทิตย์หนึ่งทำงาน 7 วัน ทำงานทุกวันครับ ส่วนตัวผมเป็นคนนอนค่อนข้างดึก จะอยู่ที่ประมาณตี 1-2 ครับ เวลาตื่นก็แล้วแต่งานเลยครับ ถ้างานเช้าก็ตื่นเช้า ถ้างานได้เย็น ๆ โชคดีเย็น ๆ หน่อยก็ตื่นบ่าย ๆ ครับ เรื่องสุขภาพ พยายามให้ได้อยู่ในมาตรฐานที่ดีขึ้นครับ มีพกยาติดตัวครับผม ก็เป็นยาโรคประจำตัว ยาแก้แพ้ ยาแก้อักเสบ ยาแก้ปวดหัว ถามว่ากินยาแล้วดีไหม ผมว่ามันก็ไม่ดีหรอกครับ แต่ว่าผมมีอาการแทบทุกวันเลย ก็เลยต้องกินครับผม เมื่อกี้เพิ่งกินครับ เราทำงานทุกวันด้วยครับผม แล้วก็แบบบางทีงานของผมก็จะมีร้องเพลงบ้าง มีการใช้เสียง ถ้าผมคัดจมูกร้องเพลงก็จะเอฟเฟกต์เหมือนกัน เจ็บคอ ร้องเพลง เราก็จะมียาละลายเสมหะ ยาทำให้ช่วยบรรเทาการเจ็บคอ ก็มีทั่วไป แต่ผมเป็นโรคประจำตัว หอบหืด ภูมิแพ้ ก็ต้องพยายามระวังตัวเองไม่ให้อยู่ในที่ที่ฝุ่นเยอะ ผมเป็นหอบหืด คือเป็นตั้งแต่เด็กแล้วครับ ไม่หาย แต่ว่าผมออกกำลังกายได้ปกตินะครับ เวลาเป็นหลอดลมก็จะตีบครับ มันก็หายใจลำบากขึ้น เรียกว่าอะไรออกซิเจนเข้าไปเลี้ยงไม่ได้เยอะเท่าไหร่ หายใจเข้าได้ไม่สุดครับผม แล้วก็จะมีอาการแบบหัวใจเต้นเร็วขึ้น เหนื่อยง่ายขึ้น ไม่หายขาดแต่ว่าก็รู้สึกว่าดีขึ้นในบางช่วงครับผม ช่วงที่อากาศดี ๆ ประเทศไทยอากาศดี ๆ ก็จะหายไปพักหนึ่ง แต่ช่วงที่ฝุ่นเยอะ ๆ หรือว่าแบบช่วงที่รู้สึกว่าฝนกำลังจะตก ก็เหมือนผมเป็นพยากรณ์อากาศ ถ้าฝนกำลังจะตกผมก็จะรู้เลยเริ่มคัดจมูก สำหรับช่วงที่สามารถพ่นยาแล้วหายได้ผมก็จะมียาติดตัว แต่ถ้าเป็นในช่วงที่เราพ่นยาหลายรอบแล้วไม่หายซะที อันนี้ก็คือต้องไปหาหมอ บอกหมอได้ทุกอย่างว่าผมอยากได้อะไร จะได้เร็ว ๆ ไม่ต้องมาวินิจฉัยอะไร”

“เรื่องกีฬาและออกกำลังกาย เล่นทุกอย่างเลย เตะบอล ตีแบด ตีกอล์ฟ ออกกำลังกาย ตอนนี้ก็เริ่มยกเวทเยอะขึ้น เริ่มไปวิ่ง เล่นแทบทุกกีฬาเลยครับ ว่ายน้ำก็เล่นครับ ในช่วงเวลาที่ว่างก่อนไปทำงาน หรือไม่ก็ทำงานเสร็จแล้วไป แล้วก็เที่ยวด้วยแต่ก็พยายามว่าต้องมีอะไรทำสักอย่างหนึ่ง วันหนึ่งผมก็มีงานทำอยู่แล้ว ถ้าสมมุติว่าวันนั้นทำงานเสร็จไว รู้สึกว่าต้องหาอะไรทำ ต้องเล่นกีฬา หรือไม่ก็พยายามไปคลินิกบ้าง หรือไปนั่งกินข้าวกับเพื่อนอะไรก่อน เรื่องอาหารการกิน ดูแลไม่ได้เลยคือ ผมกินทุกอย่าง เป็นคนที่คุมอาหารไม่ได้จริง ๆ ผมชอบกินพวกไก่ทอดเกาหลีครับ แล้วก็กินไปเรื่อยกินหมด เป็นคนที่กินเผ็ดน้อย ๆ นิดหนึ่ง แล้วก็ไม่ค่อยกินผัก จะกินผักได้แต่ผักที่ผ่านกรรมวิธีมาแล้ว ผักต้ม ผักผัด ผักทอด ผักสดไม่กิน เช่น สลัด เพราะมันเหม็นเขียว รู้สึกกินลำบาก มีกลิ่นอะไรสักอย่างที่เราไม่สามารถกินได้ ตั้งแต่เด็กคือไม่กินเลย ตอนนี้เริ่มดีขึ้นแล้วครับ ก็กินได้มากขึ้นแล้วกัน เป้าหมายไม่ได้มีชัดเจนขนาดนั้นครับ แต่ช่วงนี้ถ่ายซีรีส์ ผู้กำกับบอกว่ามีบางซีนที่จะต้องถอดเสื้อ เขาให้เราไปเพิ่มกล้ามเนื้อหน่อย ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยเข้าฟิตเนสเลย ผมไม่ชอบเลย เพราะผมรู้สึกว่าเป็นการทรมานตัวเองไปยกอะไรหนัก ๆ ให้ตัวเองเหนื่อยทำไม ส่วนใหญ่ผมจะเล่นกีฬามากกว่า แต่ช่วงนี้เริ่มต้องไปแล้ว จะพยายามตั้งเป้าให้ตัวเองไปอย่างต่ำ 1 หรือ 2 ครั้งต่ออาทิตย์ พยายามกินให้ดีขึ้น กินโปรตีนเยอะขึ้น พยายามนอนเร็วขึ้น แต่ดูจะเป็นไปไม่ได้ เพราะแต่ละครั้งที่ถ่ายซีรีส์ ถ่ายตั้งแต่ 6 โมงเช้าจนถึงเที่ยงคืนครับ กว่าจะกลับถึงบ้าน สถานที่ก็ไกล บางทีนอนได้ 2 ชั่วโมง จะพยายามตั้งเป้าหมายให้ตัวเอง พยายามให้ดีที่สุดครับช่วงนี้”

“ก่อนเข้าวงการนี้ผมอยากเป็นหมอ อยากต่อแพทย์เฉพาะทาง เป็นศัลยกรรมแบบพวกตกแต่ง ตอนเด็กๆ อยากเรียนหมอ เพราะว่าตอนนั้นรู้สึกว่าเป็นหมอเก่ง รู้สึกเท่ แล้วก็เป็นการงานที่มั่นคงครับ การสมัครมหาวิทยาลัยตอนนี้มีให้ทำพอร์ต ถ้าเราไม่ได้เข้าหมอ ก็ได้ใช้อยู่แล้วแน่นอน ที่โรงเรียนผมมี Smile Club อยู่แล้วครับ ก็คือ Operation Smile มาทำ Smile Club ที่โรงเรียนอินเตอร์ต่าง ๆ พาเราไปทำจิตอาสาไปที่ศรีสะเกษช่วงหนึ่งกับเพื่อน ๆ ที่โรงเรียน ไปทำจิตอาสากันกับ Operation Smile แล้วเอามาใส่พอร์ต ตอนนั้นมีไปร้องเพลงครับให้เด็กฟัง มีไปเข้าห้องผ่าตัดไปดูว่าคุณหมอทำงานยังไง พูดคุยกับเด็ก เล่นกับเด็ก เอาของเล่นไปให้ ช่วยทำให้เด็กสบายใจขึ้นก่อนเข้าห้องผ่าตัด ได้เรียนรู้ว่าแต่ละคนเกิดมาไม่เหมือนกัน ตอนนั้นไปในเคสของปากแหว่งเพดานโหว่ เป็นเด็ก ๆ เพราะปากแหว่งเพดานโหว่จะเป็นสิ่งที่เกิดมาแล้วเป็นเลย เราเจอเด็ก ๆ หลายคนเลยที่บางทีพ่อแม่ไม่ได้อยู่ด้วย เห็นว่าการใช้ชีวิตของเขาลำบาก รู้สึกว่าอยากช่วยถึงแม้จะช่วยไม่ได้มาก แต่ก็ช่วยเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้เขา มีหลายเคสเลยครับ Operation Smile ไม่ได้ทำแค่ปากแหว่งเพดานโหว่ มีพวกแผลไหม้ด้วย ทำหลายเคสที่เกี่ยวกับการทำให้คนที่พิการตั้งแต่เกิดหรือเกิดมาไม่ปกติ ให้เขากลับมาปกติได้ ตอนนั้นมีโอกาสไปช่วยงานจิตอาสาของ Operation Smile เมื่อ 7 ปีที่แล้ว และตอนนี้มีโอกาสกลับมาช่วยเหลือ Operation Smile อีกรอบ ตอนนี้เขาดูเรื่องแผลไหม้ มีแผลทุกอย่าง น้ำลวก ไฟฟ้าช็อต แผลเบิร์น มีโอกาสได้ช่วยโครงการนี้ด้วย หลายท่านอาจจะเข้าใจผิดเรื่องการปฐมพยาบาล หรือการป้องกันตัวไม่ให้เกิดเหตุพวกนี้ วันนี้ผมเลยเชิญคุณหมอมาพูดคุยด้วย เพราะความรู้ผมอาจไม่แน่นเท่าคุณหมอแน่นอน การป้องกันไม่ให้เกิดสิ่งนี้ขึ้น ป้องกันไม่ให้เกิดดีกว่าต้องไปแก้อีกที ทำได้ยังไง”