เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.ที่องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACTนายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะ ได้ศึกษาดูงานที่องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT โดยมีนายประมนต์ สุธวงศ์ ประธานมูลนิธิองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) และคณะกรรมการองค์กรฯ ให้การต้อนรับและร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
นายอาสพลธ์ กล่าวว่า การเดินทางมาศึกษาดูงานครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของคณะกรรมาธิการฯ เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีการประสานงานและหารือร่วมกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันมาอย่างต่อเนื่อง จึงเห็นว่าควรเข้ามาศึกษาแนวทางการทำงานและนำองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญไปต่อยอดผ่านกลไกของฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
“ผมขอบคุณ ACT ที่เปิดโอกาสให้คณะกรรมาธิการเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิหลายภาคส่วนร่วมให้ข้อมูล คณะกรรมาธิการฯจะนำข้อเสนอทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา พร้อมทั้งได้จัดตั้งคณะอนุกรรมาธิการ 2 ชุด เพื่อศึกษาแนวทางป้องกันการทุจริตในระยะยาว โดยมุ่งเน้นการสร้างระบบป้องกันเชิงโครงสร้าง ทั้งการนำเทคโนโลยี AI การพัฒนา Open Data และการส่งเสริมโครงการข้อตกลงคุณธรรมมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการลดช่องว่างการทุจริต” นายอาสพลธ์ กล่าว
ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า แม้การดำเนินงานด้านต่อต้านคอร์รัปชันจะมีข้อจำกัดในเชิงนโยบายและการเมือง แต่ทุกฝ่ายมีเป้าหมายร่วมกันในการแก้ไขปัญหาการทุจริตทั้งในมิติของการลงโทษผู้กระทำผิดและการสร้างกลไกป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตขึ้นอีกในอนาคต โดยคณะกรรมาธิการต้องการความร่วมมือและองค์ความรู้จากภาคประชาสังคมและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อร่วมกันผลักดันการปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรม
พร้อมกันนี้ คณะกรรมาธิการเตรียมทำหนังสือถึง ACT เพื่อกำหนดกรอบความร่วมมืออย่างเป็นทางการ ทั้งในด้านการผลักดันกฎหมาย การแลกเปลี่ยนข้อมูล การจัดอบรม และการปลูกฝังจิตสำนึกด้านการต่อต้านคอร์รัปชันให้กับประชาชนและเยาวชน
นายอาสพลธ์ ยังย้ำว่า เป้าหมายสำคัญของคณะกรรมาธิการ คือการผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ภายในปี 2571 โดยเฉพาะในมิติการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของมาตรฐานสากล
ทั้งนี้ ข้อมูลและข้อเสนอจาก ACT จะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายด้านธรรมาภิบาลของประเทศ เพื่อยกระดับความโปร่งใส เพิ่มความเชื่อมั่นจากนานาชาติ และสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยในอนาคต
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางการทำงานของ ACT ซึ่งมุ่งสร้างความเชื่อมั่นจากภาคประชาชน สร้างเครือข่ายเฝ้าระวังการทุจริต และผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย โดยหนึ่งในโครงการสำคัญคือ “หมาเฝ้าบ้าน” ที่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนทั่วประเทศร่วมตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐและแจ้งเบาะแสการทุจริต จนเกิดการขยายผลสู่การตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ป.ป.ช. สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสำนักงาน ป.ป.ท. ส่งผลให้การใช้งบประมาณของรัฐมีความคุ้มค่าและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ACT ยังได้เสนอ 7 วาระเร่งด่วนด้านการต่อต้านคอร์รัปชัน เพื่อส่งต่อผ่านคณะกรรมาธิการไปยังรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วย การยกระดับการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ การเปิดเผยข้อมูลงบประมาณให้ประชาชนตรวจสอบได้ การปฏิรูประบบราชการและรัฐวิสาหกิจ การลดอำนาจดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ การแก้ปัญหาความล่าช้าและการเลือกปฏิบัติในการบังคับใช้กฎหมาย การเปิดเผยข้อมูลโครงการจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่ และการส่งเสริมกระทรวงและจังหวัดต้นแบบด้านความโปร่งใส.



