สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ว่า ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสำคัญที่เชื่อมต่ออ่าวเปอร์เซียกับตลาดโลก ถูกปิดเกือบทั้งหมดตลอดช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันลดลงประมาณ 14 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 14% ของความต้องการทั่วโลก
แต่จนถึงขณะนี้ อียูสามารถรับมือกับภาวะชะงักงันได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากตะวันออกกลางคิดเป็นประมาณ 20% ของการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินของกลุ่ม โดยสหรัฐและไนจีเรีย เติมเต็มปริมาณน้ำมันส่วนที่ขาดหายไปเป็นส่วนใหญ่
There are no signs of jet fuel shortages in Europe in the coming months despite the energy shock from the Iran War, though high prices are prompting airlines to cut uneconomic routes, the European Union's transport chief told Reuters. More here: https://t.co/FC8AFsqXE5
— Reuters Business (@ReutersBiz) June 5, 2026
“ในปัจจุบัน ยุโรปไม่มีปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน และไม่มีสัญญาณที่บ่งชี้ว่าจะเกิดการขาดแคลนในอนาคตอันใกล้” ทซิตซีคอสตาส กล่าวในการให้สัมภาษณ์ พร้อมกับเสริมว่า ท่าอากาศยานระดับภูมิภาคมีความเสี่ยงมากที่สุด
อนึ่ง ความกังวลหลักคือ ราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูง ซึ่งสมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (ไออาตา) ระบุว่า น้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินคิดเป็น 25-30% ของต้นทุนการดำเนินงานของสายการบิน ด้วยเหตุนี้ บางสายการบินจึงเลือกที่จะยกเลิกเส้นทางบินบางส่วนที่ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
ขณะที่ทซิตซีคอสตาส กล่าวว่า หากมองไปจนถึงสิ้นปีนี้ สถานการณ์จะ “ยากลำบากมาก” ถ้าอุปทานในตะวันออกกลางยังคงชะงักงัน โดยเขาชี้ให้เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่สงครามต้องยุติลง และช่องแคบฮอร์มุซต้องเปิดให้บริการ “โดยเร็วที่สุด”.
เครดิตภาพ : REUTERS



