สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ว่า ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสำคัญที่เชื่อมต่ออ่าวเปอร์เซียกับตลาดโลก ถูกปิดเกือบทั้งหมดตลอดช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันลดลงประมาณ 14 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 14% ของความต้องการทั่วโลก

แต่จนถึงขณะนี้ อียูสามารถรับมือกับภาวะชะงักงันได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากตะวันออกกลางคิดเป็นประมาณ 20% ของการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินของกลุ่ม โดยสหรัฐและไนจีเรีย เติมเต็มปริมาณน้ำมันส่วนที่ขาดหายไปเป็นส่วนใหญ่

“ในปัจจุบัน ยุโรปไม่มีปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน และไม่มีสัญญาณที่บ่งชี้ว่าจะเกิดการขาดแคลนในอนาคตอันใกล้” ทซิตซีคอสตาส กล่าวในการให้สัมภาษณ์ พร้อมกับเสริมว่า ท่าอากาศยานระดับภูมิภาคมีความเสี่ยงมากที่สุด

อนึ่ง ความกังวลหลักคือ ราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูง ซึ่งสมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (ไออาตา) ระบุว่า น้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินคิดเป็น 25-30% ของต้นทุนการดำเนินงานของสายการบิน ด้วยเหตุนี้ บางสายการบินจึงเลือกที่จะยกเลิกเส้นทางบินบางส่วนที่ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

ขณะที่ทซิตซีคอสตาส กล่าวว่า หากมองไปจนถึงสิ้นปีนี้ สถานการณ์จะ “ยากลำบากมาก” ถ้าอุปทานในตะวันออกกลางยังคงชะงักงัน โดยเขาชี้ให้เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่สงครามต้องยุติลง และช่องแคบฮอร์มุซต้องเปิดให้บริการ “โดยเร็วที่สุด”.

เครดิตภาพ : REUTERS