กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ที่สั่นสะเทือนเวทีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ที่จะรู้ผลกันในวันที่ 28 มิ.ย. 69 นี้ แต่กลับปรากฏคำว่า “ระบบอากง” ขึ้นมา และอันที่จริงระบบนี้มีจริงไหม? และมันเกี่ยวอะไรกับเงินภาษีหรือชีวิตคนกรุงเทพฯ อย่างเราๆ บ้าง?
“อากง” คือใคร?
ก่อนจะไปถึงตัวระบบ เราต้องมารู้จักตัวจริงของคำว่า “อากง” หรือที่คนในแวดวงข้าราชการ กทม. เรียกกันอีกชื่อว่า “อาเฮียศักดิ์” หรืออันที่จริงเขาคนนี้คือ “นายต่อศักดิ์ โชติมงคล” อดีตประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
“ต่อศักดิ์ โชติมงคล” ถือได้ว่ามีโปรไฟล์ไม่ธรรมดา เพราะเป็นรุ่นพี่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ของนายชัชชาติ และเป็นอดีตผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ (ผู้มีบทบาทสำคัญในการมอบที่ดินโรงงานยาสูบให้ กทม. สร้างสวนเบญจกิติ) อีกทั้งเขาคือหัวหน้าทีมวางแผนแคมเปญเลือกตั้งในปี 2565 ที่พาชัชชาติชนะแลนด์สไลด์ และเป็นกุนซือคนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการทำงานบริหาร กทม. มาโดยตลอด แม้นายชัชชาติจะระบุว่านายต่อศักดิ์เป็นเพียงหนึ่งในที่ปรึกษาที่ไม่มีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาดแทนผู้ว่าฯ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือ “ผู้มีบารมีและอาวุโสสูงสุด” ในทีมงาน

ใครเป็นคนแฉ? “ระบบอากง” คืออะไร?
เรื่องนี้ถูกจุดพลุเปิดโปงโดยฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง นำโดย พรรคเศรษฐกิจ (นำโดย นายคริส โปตระนันทน์ และ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช) ร่วมด้วย นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่พร้อมใจกันออกมาชี้เป้าว่า “ระบบอากง” คือ เครือข่ายอำนาจมืดหลังบ้าน ที่เข้ามาแทรกแซงการบริหารราชการ กทม. ในยุคชัชชาติ โดยแบ่งข้อกล่าวหาร้ายแรงออกเป็น 3 ด้านหลักๆ คือ
1.การซื้อขายตำแหน่งข้าราชการ (ตั๋ว ผอ.เขต) มีการอ้างข้อเท็จจริงชวนช็อกว่า หากข้าราชการคนไหนอยากขึ้นตำแหน่ง “ผู้อำนวยการเขต” จะต้องใช้เงินสดหนักถึง 4 กิโลกรัม (คิดเป็นมูลค่าเงินประมาณ 4 ล้านบาท) เพื่อเป็นค่าตั๋วแลกตำแหน่ง
2.ส่วยโยธาและการเรียกรับผลประโยชน์ มีการกล่าวหาว่าเกิดระบบ “ส่วยโยธา” ในระดับเขต และการเรียกเงินแลกกับการไม่ถูกโยกย้ายตำแหน่งข้าราชการไปอยู่ในพื้นที่ห่างไกล
3.ผลประโยชน์ทับซ้อนและการจัดซื้อจัดจ้าง ข้อกล่าวหาเรื่องการเข้ามาแทรกแซงงบประมาณจัดซื้อจัดจ้างของ กทม. การบริหารพื้นที่ทำเลทองอย่างตลาดนัดจตุจักร รวมถึงการจัดงบประมาณอีเวนต์ต่างๆ ของ กทม.

อีกด้านของเหรียญ “ระบบอากง” อาจเป็นแค่ “กันชน” สู้กับพิษสง สก.?
เมื่อมีเหรียญด้านมืด ก็ย่อมมีเหรียญด้านที่อธิบายด้วย “ความจำเป็นเชิงโครงสร้าง” ซึ่งจากข้อมูลโดย “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” และตัวของ “ต่อศักดิ์ โชติมงคล” เอง ได้ฉายภาพอีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจว่า “ระบบอากง” แท้จริงแล้วไม่ได้เกิดจากความตั้งใจจะทุจริต แต่มันคือ “กลไกแก้ขัด” ในการดีลงานที่แสนจะกระอักกระอ่วนระหว่างฝ่ายบริหาร และสภา กทม. (ส.ก.) ไม่ว่าจะเป็น…
-ปัญหาของผู้ว่าฯ อิสระ เนื่องจากนายชัชชาติเข้ามาบริหารโดยไม่มีทีม สก. (สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร) ของตัวเอง ทำให้การจะผ่านงบประมาณหรือข้อบัญญัติใดๆ ในสภา กทม. เป็นเรื่องยากลำบากอย่างยิ่ง
-เจอพลังต่อรองผลประโยชน์ มีข้อมูลเผยว่า มีกลุ่ม สก. บางกลุ่มรวมตัวกัน เพื่อต่อรองผลประโยชน์กับผู้ว่าฯ เช่น ข่มขู่ว่าจะไม่ยกมือผ่านงบประมาณให้ หากผู้รับเหมาในเครือข่ายของตนไม่ได้งาน หรือใช้อำนาจกรรมาธิการเรียกข้าราชการไปข่มขู่ข้ามเขตเพื่อหาผลประโยชน์ส่วนตัว
-หน้าที่ “หน้าเสื่อ” ของอากง ทำให้นายต่อศักดิ์จึงต้องทำหน้าที่เป็น “ตัวชน” หรือคนเจรจาหลังบ้านแทนผู้ว่าฯ ชัชชาติ เพื่อใช้ลูกล่อลูกชนและบารมีส่วนตัวดีลกับกลุ่ม สก. เหล่านี้ เพื่อให้งบประมาณผ่านและงานบริหารเมืองเดินหน้าต่อไปได้
‘ต่อศักดิ์’ โต้เดือด! ยันไม่มี ‘ระบบอากง’ ชี้ถูกพุ่งเป้าเหตุอายุเยอะ

ตอบโต้อย่างไรบ้าง?
หลังกระแสสังคมตีกลับอย่างหนัก ทั้งฝั่งผู้ว่าฯ ชัชชาติและข้าราชการ กทม. ต่างประสานเสียงปฏิเสธทันควัน โดย “ชัชชาติ” ยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นเพียง “วาทกรรมทางการเมือง” ที่ถูกแต่งขึ้นเพื่อสร้างสีสันและตัดคะแนนนิยมในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง พร้อมลั่นวาจาว่า “ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราไปรับเงินเรื่องโยกย้าย เราต้องเป็นทาสคนนั้นไปตลอดชีวิต” และท้าให้ฝ่ายแฉเปิดหลักฐาน ระบุชื่อคน ชื่อเขตมาเลย พร้อมส่ง ป.ป.ช. ตรวจสอบทันที
ด้าน ผู้อำนวยการเขต ที่นำโดย ผอ.เขตประเวศ ออกมาแถลงปฏิเสธเรื่องตั๋ว ผอ.เขต 4 ล้านบาท ยืนยันกระบวนการแต่งตั้งโปร่งใส และเตรียมพิจารณาฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีข้าราชการ กทม. ส่วนทางด้านผู้ที่ถูกระบุว่าเป็นอากงอย่าง “ต่อศักดิ์” ระบุขอให้หยุดใช้วาทกรรมทำลายระบบประชาธิปไตย ยอมรับเพียงว่าเคยให้คำแนะนำกลุ่ม สก. อิสระ (กลุ่มคนทำงาน) ในเชิงวิชาการเท่านั้น และนายชัชชาติไม่ได้ให้การรับรองกลุ่มนี้แต่อย่างใดเพื่อเลี่ยงข้อหาผูกขาดอำนาจ
อย่างไรก็ตาม เราคงต้องจับตาศึกเลือกตั้งปี 2569 กันต่อไปว่า กระแส “ระบบอากง” ที่แม้อาจจะไม่ได้สั่นคลอนคะแนนนิยมในตัว “ชัชชาติ” ที่มีฐานเสียงเหนียวแน่นได้โดยง่าย แต่อิทธิพลของข่าวนี้ ก็อาจจะส่งผลโดยตรงต่อกลุ่ม “Swing Vote” หรือกลุ่มผู้สิทธิเลือกตั้งที่รักความโปร่งใส ซึ่ง อาจหันไปเทคะแนนในการเลือก สก. ให้กับพรรคฝั่งตรวจสอบ เพื่อเข้าไปทำหน้าที่คานอำนาจและอุดรอยรั่วตั๋วหลังบ้านในสภา กทม. กันหรือไม่?..



