สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ว่า เกษตรกรผู้ปลูกข้าวในอินโดนีเซียกำลังเร่งเพาะปลูกเร็วกว่าปกติ เพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจรุนแรง และส่งผลให้ฤดูแล้งยาวนานกว่าปกติ
รัฐบาลอินโดนีเซียกำลังขอความร่วมมือจากเกษตรกรทั่วประเทศให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเพาะปลูก เพื่อป้องกันผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร ท่ามกลางสภาพอากาศแห้งแล้งที่กำลังกระทบต่อภาคการเกษตรในหลายประเทศของเอเชีย
ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า ภาวะเอลนีโญในปีนี้อาจมีความรุนแรงมากกว่าปกติ และอาจกลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ ปรากฏการณ์ดังกล่าวมักทำให้หลายพื้นที่ในเอเชียเผชิญอากาศร้อนและแห้งแล้ง ส่วนบางพื้นที่ในทวีปอเมริกาจะมีฝนตกหนักกว่าปกติ
Under a hazy morning sky, Indonesian rice farmer Teguh Basuki is racing to get ahead of his usual planting schedule in West Java as he battles the threat of a lengthy dry spell this year, worsened by prospects of a severe El Nino. https://t.co/VQgZETtdnU https://t.co/VQgZETtdnU
— Reuters Science News (@ReutersScience) June 9, 2026
นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกยังเพิ่มความรุนแรงของผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมมากขึ้นด้วย
กระทรวงเกษตรอินโดนีเซียจึงสั่งการให้หน่วยงานท้องถิ่นเร่งปรับปรุงระบบชลประทาน และส่งเสริมการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ทนต่อภาวะแห้งแล้ง พร้อมทั้งแนะนำให้เกษตรกรเริ่มปลูกข้าวรอบใหม่ภายใน 2 สัปดาห์หลังการเก็บเกี่ยว จากเดิมที่มักเว้นระยะประมาณ 25 วัน เพื่อให้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก่อนที่ภาวะแห้งแล้งจะทวีความรุนแรง
ข้อมูลจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาของอินโดนีเซีย ระบุว่า หลายพื้นที่บนเกาะชวาและเกาะอีกหลายแห่ง ไม่มีฝนตกติดต่อกันมานานกว่า 10 วัน และมีแนวโน้มที่ปริมาณฝนในเดือน มิ.ย. นี้ จะอยู่ในระดับต่ำถึงปานกลาง
ขณะที่สำนักงานสถิติแห่งชาติคาดการณ์ว่า ผลผลิตข้าวระหว่างเดือน ม.ค.-ก.ค. ปีนี้ จะลดลงราว 0.35% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกลดลง.
เครดิตภาพ : REUTERS



