ในทางยุทธศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่ได้วัดกันเพียงจำนวนอาวุธที่ส่งมอบ หรือจำนวนข้อตกลงที่ลงนามแต่ยังวัดกันด้วย “ความไว้วางใจของประชาชน” ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา คนไทยจำนวนมากมองประเทศจีนในฐานะมหามิตร เป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ เป็นนักลงทุน เป็นนักท่องเที่ยว และเป็นเพื่อนที่ยืนเคียงข้างกันในหลายช่วงเวลาสำคัญของประวัติศาสตร์

มิตรภาพระหว่างประเทศไทยและจีนจึงไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง หากแต่ถูกสร้างขึ้นจากความสัมพันธ์ของประชาชนทั้งสองประเทศที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดเหตุการณ์ใดก็ตามที่ประชาชนไทยตีความว่าอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคง อธิปไตย หรือผลประโยชน์ของประเทศไทย ความรู้สึก ความเชื่อมั่น และทัศนคติของประชาชนย่อมเปลี่ยนแปลงได้

ในโลกยุคใหม่ การสูญเสียความไว้วางใจของประชาชน อาจสร้างผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ลึกซึ้งกว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจเสียอีก ผมมีโอกาสศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลและระเบียบวิธีจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา รวมทั้งด้านคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ ยุทธศาสตร์ และนโยบายสาธารณะจากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ได้เรียนรู้ทั้งมุมมองของนักวิชาการ นักยุทธศาสตร์ และผู้กำหนดนโยบายจากหลายประเทศ

แต่สิ่งที่ผมยึดถือมาโดยตลอด คือพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงตรัสกับคนไทยไปศึกษาต่างประเทศ มิใช่เพื่อให้กลับมาเป็นฝรั่ง หากเพื่อให้เรียนรู้เท่าทันฝรั่ง เท่าทันโลก เรียนรู้เทคโนโลยี และเรียนรู้วิธีคิดของนานาอารยประเทศ เพื่อนำกลับมาสร้างประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองและประชาชนไทย ยิ่งได้เรียนรู้เรื่องอำนาจ เรื่องสงคราม เรื่องการแข่งขันระหว่างประเทศ และเรื่องความมั่นคงมากเท่าไร ผมยิ่งตระหนักว่า “ความไว้วางใจของประชาชน” คือหนึ่งในทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของทุกประเทศ

ดังนั้น สิ่งที่ทุกฝ่ายควรตระหนักไม่ใช่เพียงการบริหารยุทโธปกรณ์หรือการทูตระหว่างรัฐบาลทั้ง 3 ประเทศเท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับ “การบริหารความรู้สึกและความวางใจของประชาชน” ที่จะได้รับผลกระทบควบคู่กันไปด้วย เพราะมิตรภาพที่ยั่งยืนระหว่างประเทศ ไม่ได้เกิดจากคำประกาศของผู้นำเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความเชื่อมั่น ความรู้สึกปลอดภัย และความไว้วางใจของประชาชนทั้งสามประเทศ และเมื่อความเคลือบแคลงใจเกิดขึ้นแล้ว การฟื้นฟูความเชื่อมั่น ย่อมต้องใช้เวลานานกว่าการสร้างความเชื่อมั่นนั้นเสมอ

ผมจึงขอฝากข้อคิดนี้ไปยังมิตรประเทศทุกประเทศที่ประเทศไทยให้ความเคารพทั้งจีนและกัมพูชาว่า รถถัง 39 คัน อาจเพิ่มกำลังรบได้ในทันที อาจสร้างความได้เปรียบทางยุทธวิธีให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในบางจังหวะอาจตอบโจทย์ผลประโยชน์ทางการเมือง เศรษฐกิจ หรือความมั่นคงระหว่างจีนกับกัมพูชาในระยะสั้น แต่หากสิ่งนั้นทำให้ประชาชนของประเทศมหามิตรเริ่มสูญเสียความไว้วางใจต่อกัน มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น อาจสูงกว่ามูลค่าของรถถังทั้งกองพัน

เพราะอาวุธที่ทรงพลังที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่ใช่รถถัง ไม่ใช่ขีปนาวุธ ไม่ใช่เรือรบ แต่คือ “ความไว้วางใจของประชาชน” เมื่อใดที่ความไว้วางใจสูญหายไป ไม่มีประเทศใดได้รับชัยชนะอย่างแท้จริง และเมื่อใดที่ประชาชนยังคงเชื่อมั่นและไว้วางใจกัน แม้จะมีความเห็นต่าง ก็ยังสามารถร่วมกันสร้างสันติภาพ ความมั่นคง และอนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกฝ่ายในภูมิภาคนี้ได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว มิตรภาพที่ยั่งยืน ไม่ได้ถูกวัดด้วยจำนวนอาวุธ แต่ถูกวัดด้วยจำนวนหัวใจของผู้คนที่ยังคงเชื่อมั่นต่อกันของทั้ง 3 ประเทศ

บทความโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา อาจารย์วิชานวัตกรรมกระบวนการสันติภาพ ระดับปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม [email protected]