หากเราอ่านนโยบายด้านเศรษฐกิจของ 3 แคนดิเดตผู้ว่าฯกทม. อย่างนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.อิสระ หมายเลข9 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. พรรคประชาชน หมายเลข10 และนายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข5 ที่นำเสนอจะแก้ไขปัญหาให้ชาวกรุงนั้น เป็นอย่างไรจะสามารถทำได้จริงหรือไม่
“ทีมข่าวชุมชนเมือง เดลินิวส์” พูดคุยกับ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประธานสถาบันการสร้างชาติ (NBI) วิเคราะห์นโยบายภาพรวมด้านเศรษฐกิจของแคนดิเดตผู้ว่าฯกทม. 3 คน ว่าเพียงพอในการช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้แล้วหรือไม่ รวมถึงเสนอมุมมองเศรษฐกิจภาพรวมในกรุงเทพฯ ที่ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. ควรมีเป็นนโยบายเฉพาะอย่างไร

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ปี 2569 ไม่ควรถูกมองเพียงว่าเป็นการแข่งขันระหว่างตัวบุคคลหรือพรรคการเมืองเท่านั้น แต่ควรถูกมองว่าเป็น“การแข่งขันทางวิสัยทัศน์อนาคตของเมือง” ที่ทำได้จริง ทำได้ทันที และโยงใยกับคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานของประชาชน ซึ่งเมื่อพิจารณานโยบายของผู้สมัครหลักของทั้ง 3 คนแล้ว จะเห็นว่าแต่ละคนพยายามนำเสนอกรุงเทพฯ ในมุมที่แตกต่างกัน โดยนายชัชชาติ เน้นความต่อเนื่องของการบริหารเมืองและระบบที่ทำงานได้จริง ส่วนนายชัยวัฒน์ เน้นเมืองที่ลดภาระชีวิตประชาชน โปร่งใส และใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ขณะที่นายอนุชา เน้นการบริหารเมืองแบบบูรณาการ สะดวก สะอาด สบาย มีรายได้มากขึ้น และตรวจสอบได้
“ดังนั้นหากวิเคราะห์นโยบายเศรษฐกิจของทั้ง 3 คน จะเห็นว่าทุกคนพยายามตอบโจทย์ “เศรษฐกิจชีวิตประจำวัน” มากขึ้น คือ ไม่ได้พูดเศรษฐกิจในความหมายมหภาคเท่านั้น แต่พูดถึงการค้าขาย การเดินทาง ต้นทุนชีวิต รายได้ โอกาสทำงาน พื้นที่เมือง และประสิทธิภาพของระบบราชการ”

- 3 นโยบายโดดเด่นคนละด้าน
โดยนโยบายของนายชัชชาติ จะมีความโดดเด่นด้าน “เศรษฐกิจจุลภาค (Micro-Economy)” ซึ่งเป็นนโยบายเจาะจงที่เศรษฐกิจ 50 ย่าน การจัดระเบียบและให้ความมั่นคงกับหาบเร่แผงลอย และการใช้ข้อมูล (Open Data) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เป็นการแก้ปัญหาปากท้องระยะสั้นถึงกลางที่จับต้องได้ง่าย
ขณะที่นโยบายของนายชัยวัฒน์ จะมีความโดดเด่นด้าน “การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจมหภาคของเมือง” ซึ่งในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ นโยบายนี้ถือว่ามีความโดดเด่นเชิงโครงสร้างอย่างมากโดยเฉพาะการนำ AI (BKK Redflag AI) มาใช้จับโกงและบริหารงบประมาณ ซึ่งคือการเพิ่มประสิทธิภาพการคลัง (Fiscal Efficiency) รวมถึงนโยบายเศรษฐกิจการดูแล (Care Economy) ที่ตั้งเป้าจ้างนักบริบาล 5,000 ตำแหน่ง ซึ่งตอบโจทย์ทั้งการสร้างงาน และรองรับสังคมสูงวัยไปพร้อมกัน
ส่วนนโยบายของนายอนุชา จะมีโดดเด่นด้าน “การบริหารจัดการตามขนบ (Conventional City Management)” ชูเรื่องการเพิ่มรายได้ควบคู่กับความสะอาดและความสะดวก ซึ่งเป็นโมเดลการพัฒนาเมืองแบบมาตรฐาน
“ดังนั้น หากมองในแง่การบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้า นโยบายด้านเศรษฐกิจของนายชัชชาติ ทำได้ดี แต่หากมองในมุมของการ ปฏิรูปโครงสร้างเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน สิ่งที่นายชัยวัฒน์ นำเสนอ จะเป็นโมเดลที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ได้ชัดเจนกว่า”

- เชื่อมการศึกษาช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ มองว่า ทั้ง 3 ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.มีจุดที่เหมือนกัน คือไม่ได้มองเศรษฐกิจแยกจากคุณภาพชีวิต แต่เชื่อมเศรษฐกิจเข้ากับระบบเมือง เช่น การเดินทาง ความสะอาด ความปลอดภัย ความโปร่งใส พื้นที่สาธารณะ และบริการของ กทม. แต่จุดต่างสำคัญคือ นโยบายของ นายชัชชาติ นั้น จะเด่นด้านความต่อเนื่อง ประสบการณ์บริหารจริง และการทำงานแบบมีข้อมูล มีตัวชี้วัด และมีระบบติดตามปัญหาเมือง จึงมีภาพหลัก คือ “กรุงเทพฯ ที่ระบบทำงาน” และหากพัฒนาเรื่องการศึกษาและเศรษฐกิจให้ชัดขึ้น จะต้องตอบว่า ระบบที่ทำงานนั้นจะเปลี่ยนเป็นรายได้ ทักษะ และโอกาสของคนกรุงเทพฯ อย่างไร
ขณะที่นโยบายของนายชัยวัฒน์ จะเด่นด้านการมองปัญหาเชิงโครงสร้างและความเป็นธรรมของเมือง เช่น ส่วย การจัดซื้อจัดจ้าง ความไม่โปร่งใส การเดินทางที่กินเวลาชีวิต และโอกาสของคนทำงาน ทำให้ภาพหลักเป็น “เมืองที่ลดภาระและเพิ่มอำนาจให้ประชาชน” โดยสามารถนำด้านการศึกษา คือ การเชื่อม Reskill กับงานจริง
ส่วนนโยบายของ นายอนุชา มีจุดเด่นด้านการนำเสนอภาพผู้บริหารเมืองที่ต้องการบูรณาการหลายระบบเข้าด้วยกัน ทั้งคมนาคม เมืองสะอาด สุขภาพ รายได้ Smart City และความโปร่งใส จึงมีภาพหลัก คือ “เมืองที่จัดระบบใหม่ให้สะดวกและตรวจสอบได้” ขณะเดียวกันควรทำให้มิติการศึกษาและทักษะอนาคตเด่นชัดกว่านี้

- เสนอ 7 นโยบายช่วยแก้ทุกมิติ
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ยังสะท้อนมุมมองเศรษฐกิจในกรุงเทพฯว่า ไม่ควรถูกมองแค่ในมิติของห้างสรรพสินค้า อสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยว หรือธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ต้องมองเป็น “เศรษฐกิจหลายชั้น” ของคนเมือง ใช้ทุกทรัพยากรที่มีให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ทั้งตึกอาคาร พื้นที่ว่าง ทุกวัน 24 ชม. พร้อมเสนอนโยบายที่ควรเพิ่ม เช่น
1.เศรษฐกิจฐานรากและผู้ค้ารายย่อย จัดระเบียบโดยไม่ทำลายชีวิตคนจนเมือง ควรมีพื้นที่ค้าขายที่ถูกกฎหมาย สะอาด ปลอดภัย และเชื่อมกับระบบดิจิทัล 2.เศรษฐกิจ SMEs และธุรกิจชุมชน กทม. ควรใช้การจัดซื้อจัดจ้าง พื้นที่สาธารณะ งานเทศกาล และตลาดเมือง เป็นเครื่องมือสนับสนุนผู้ประกอบการรายเล็ก 3.เศรษฐกิจสร้างสรรค์และเศรษฐกิจกลางคืน กรุงเทพฯ มีศักยภาพด้านอาหาร ศิลปะ ดนตรี แฟชั่น การออกแบบ และวัฒนธรรมเมือง แต่ต้องมีโซนนิ่งที่ดี ความปลอดภัย การเดินทางกลางคืน และกติกาที่ไม่เป็นภาระเกินไป
4.เศรษฐกิจดูแลผู้สูงวัย สังคมสูงวัยไม่ใช่เพียงภาระงบประมาณ แต่เป็นโอกาสสร้างงานใหม่ เช่น ผู้ดูแลผู้สูงอายุ บริการสุขภาพที่บ้าน ศูนย์กลางวัน และธุรกิจสุขภาวะ 5.เศรษฐกิจสีเขียวและเมืองคาร์บอนต่ำ ปัญหาฝุ่น ขยะ น้ำเสีย และพลังงาน ควรถูกเปลี่ยนเป็นอุตสาหกรรมใหม่ของเมือง เช่น ธุรกิจรีไซเคิล พลังงานสะอาด อาคารประหยัดพลังงาน และงานสีเขียว
6.เศรษฐกิจดิจิทัลและ AI เมือง กรุงเทพฯ ควรเป็นเมืองทดลองนวัตกรรมเมือง เช่น Open Data, AI for City Management, Digital Public Service และ Sandbox สำหรับสตาร์ทอัพเมืองและ7.เศรษฐกิจเชิงเวลาและการเดินทาง เวลาที่ประชาชนเสียไปกับรถติด การรอคิวราชการ หรือการเดินทางที่ไม่เชื่อมต่อ คือ “ต้นทุนเศรษฐกิจ” โดยตรง ผู้สมัครจึงต้องมีนโยบายคืนเวลาให้ประชาชน.




