ก่อนที่วิถีชาวสวนแห่งจุกกระเฌอจะมาเป็นหนึ่งในสามพื้นที่ถ่ายทำของภาพยนตร์ “Love in Seasons..รักเธอทุกฤดู” ภาพยนตร์แนวโรแมนติกคอมเมดี้ที่เชื่อมโยงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ ชีวิต ความรัก และสรรพสิ่ง ผ่านเรื่องของตัวละคร เกลือ อิ่มเอม และครอบครัว ที่ได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกับธรรมชาติ “ชุมชนชาวสวนท้องร่องบ้านคลองจุกกระเชอ” อ.เมืองฉะเชิงเทรา ชุมชนเกษตรกรรมท่ามกลางระบบนิเวศ “สามน้ำ” ได้แก่ น้ำจืด-น้ำเค็ม-น้ำกร่อย ที่ไม่ได้มีไว้แค่ทำกิน แต่ยังเป็นพื้นที่เรียนรู้สำหรับเยาวชนและคนทั่วไปที่อยากเข้ามาสัมผัสวิถีชีวิตดั้งเดิมและภูมิปัญญาชาวสวนอย่างใกล้ชิด โดยเน้นการลงมือทำเพื่อช่วยกันอนุรักษ์ภูมิปัญญาเดิมเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นการขุดร่อง การยกร่องปลูกพืช การดูแลน้ำ การทำปุ๋ยหมัก รวมถึงการทำกะปิพื้นบ้าน ที่ทั้งทำไว้กินเองและทำขาย โดยได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ 24 ประเภท “ชุมชน”
เรื่องราวของชาวจุกกระเชอเริ่มต้นเมื่อมีผู้คนอพยพเข้ามาลงหลักปักฐาน ป่ารกทึบค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งรวมถึงบรรพบุรุษชาวจีนอพยพมาตั้งรกรากทำสวนแบบท่องร่องในลุ่มแม่น้ำบางปะกง สวนที่ชาวบ้านนิยมทำกันมากในยุคแรกคือ “สวนมะพร้าว” และ “สวนหมาก” ซึ่งกลายมาเป็นอาชีพหลักและสร้างรายได้ให้ชุมชนขยายตัวขึ้น


ชื่อ “จุกกระเฌอ” หรือจุกเฌอ มีที่มาหลายแนวตั้งแต่ภาษาเขมรคำว่า “กระเฌอ” หรือ “เฌอ” แปลว่า “ต้นไม้” ส่วนคำว่า “จุก” หมายถึงการรวมกันหรือหนาแน่น น่าจะมาจากสภาพดั้งเดิมของพื้นที่ที่เป็น “ป่าไม้ที่ขึ้นกันอยู่อย่างหนาแน่นเป็นกระจุก” บ้างก็ว่า “กระเฌอ” ในภาษาไทยโบราณหมายถึงภาชนะสานชนิดหนึ่งคล้ายตะกร้าหรือกระบุงใบเล็ก อาจเกี่ยวโยงกับเครื่องจักสานที่ชาวบ้านใช้ในการทำสวน หรืออาจจะมาจากชื่อต้นไม้ชนิดหนึ่งที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ต้นจุกกระเฌอ” ซึ่งขึ้นอยู่เป็นจำนวนมากในแถบนั้น
วันนี้มี “บ้านวรางกูรชุมชนชาวสวนท้องร่องเมืองแปดริ้ว” เป็นศูนย์กลางของชุมชนที่จะมีการจัด “ตลาดท้องร่องมาร์เก็ต” เดือนละ 1ครั้ง ในวันเสาร์หรืออาทิตย์ เวลา 09.00-15.00 น. มีของกินพื้นถิ่นมาวางจำหน่ายท่ามกลางท้องร่องและทิวแถวต้นหมาก กิจกรรมที่ถูกใจผู้มาเยือนในช่วงฤดูมะม่วงของทุกปีก็คือ กิจกรรมชิมมะม่วงมากมายหลายสิบหลากสายพันธุ์ ไม่ใช่เท่านั้นยังมีของเล่นพื้นถิ่นของเด็ก ๆ อย่างกาบหมาก เลยไปถึงการพายเรือเล่นกลางสวนท้องร่อง เวิร์คช้อปทำ “ขนมฟักเขียวนึ่ง” และ “ขนมจาก” สูตรโบราณสไตล์ชุมชน และหากเป็นช่วงประเพณีลอยกระทงยังมีกิจกรรมการทำกระทงกาบหมากและกุเล แถมยามค่ำคืนยังมีกิจกรรมชมหิ่งห้อย ณ “ศาลาหิ่งห้อย” ที่จะมีหิ่งห้อยมาเกาะอยู่บนต้นลำพู


ตลาดท้องร่องมาร์เก็ตจะกลับมาอีกครั้งในวันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน 2569 และยามค่ำยังมีกิจกรรมพิเศษเป็นการฉายภาพยนตร์ในสวนท้องร่อง ภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของเหล่าชาวสวนแห่งชุมชนจุกกระเฌอไว้บนแผ่นฟิล์ม
จากจุกกระเฌอเปลี่ยนบรรยากาศไปที่แถวบางคล้า ที่นี่มีกิจกรรม “ล่องเรือรอบเกาะลัด” หนึ่งในกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ได้รับความนิยม เกาะลัดเป็นเกาะที่ตั้งอยู่หน้าที่ว่าการอำเภอบางคล้าในแม่น้ำบางปะกง เกิดจากดอนตะกอนดินที่ทับถมจนกลายเป็นเกาะขนาดใหญ่ พื้นที่ส่วนใหญ่จะปลูกพืชสวน นักท่องเที่ยวนิยมนั่งเรือชมวิถีชีวิตริมน้ำ ชมบ้านเรือนที่ปลูกสร้างอย่างสวยงาม
บนเกาะลัดยังเป็นที่ตั้งของ “วัดพุทธพรหมยาน” วัดที่เกิดจากจิตศรัทธาอันแรงกล้าของ พระปลัดเอกลักษณ์ ปัญญาคโม เจ้าอาวาสวัดพุทธพรหมยาน และเชื่อมั่นในปฏิปทาพระราชพรหมยาน หรือ “หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ” ท่านได้เดินทางมา ณ บริเวณที่เป็นที่ตั้งวัดแห่งนี้ และอธิษฐานจิตว่า หากมีวาสนาบารมีจะพัฒนาพื้นที่ดินแห่งนี้เป็นวัดให้สวยงาม จุดเด่นของวัด คือ วิหารแก้ว ที่ประดับด้วยกระจกแก้ววิบวับ ถัดมาเป็นเรือทิพย์วิมานสีขาวมุก 2 ชั้น บนเรือเป็นที่ประดิษฐานพระวิสุทธิเทพ สมเด็จองค์ปฐมปางพระนิพพาน และพญายมราช มีศาลาเพื่อใช้ประกอบศาสนพิธี ทำบุญ ทอดกฐิน นอกจากนี้ทางวัดกำลังสร้างพระอุโบสถเพื่อประดิษฐานพระวิสุทธิเทพ สมเด็จองค์ปฐม ปางพระนิพพาน ความสูง 11 เมตร


การเดินทางมาวัดพุทธพรหมยานสามารถเดินทางเข้ามาได้ทางเรือข้ามฟากเท่านั้น เวลาเปิด วันจันทร์-ศุกร์ 09.00-17.30 น. เสาร์-อาทิตย์ 09.00-17.00 น. นอกจากนี้หากใช้บริการล่องเรือรอบเกาะลัด จะแวะให้ขึ้นไหว้พระทำบุญด้วย เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 09.00-17.30 น. สามารถขึ้นเรือได้ที่บริเวณตลาดน้ำบางคล้า แพ 8
ในพื้นที่บางคล้ายังมีวัดที่เป็นที่รู้จักอีกแห่งอย่าง “วัดปากน้ำโจ้โล้” โดดเด่นด้วยโบสถ์สีทองเหลืองอร่ามที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำบางปะกง หลังคาของอุโบสถ ประดับด้วยพญานาคและธรรมจักร ตรงกลางมีบุษบกยอดฉัตร ส่วนกำแพงแก้วชั้นนอกนั้นตกแต่งด้วยลวดลายธรรมจักรสลับกับโคมไฟรูปช้างสามเศียร ภายในวัดมีโบราณวัตถุที่น่าสนใจ คือ เรือเก่าอายุร้อยกว่าปีที่จัดแสดงไว้บริเวณศาลาการเปรียญ ส่วนบริเวณด้านหลังวัดเป็นจุดชมทิวทัศน์สวยงามของแม่น้ำบางปะกง
วัดนี้ก่อตั้งมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย ชื่อวัดคำว่า “โจ้โล้” นั้น มาจากสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชวางแผนรบเข้าโจมตีทหารเมียนมา โดยการโล้เรือมาตามลำน้ำให้ทหารเมียนมาตายใจว่ามาลำพัง แล้วก็ให้ทหารซุ่มล้อมโจมตีอีกทีจนได้รับชัยชนะ เลยเรียกกันว่า เจ้าโล้ แต่ต่อมาเพี้ยนเสียงมาเป็น โจ้โล้ นั่นเอง และด้วยที่ตั้งของวัดที่อยู่ในบริเวณปากน้ำเลยกลายมาเป็นที่มาของชื่อ วัดปากน้ำโจ้โล้


มาถึงบางคล้าแล้วห้ามพลาดแวะช้อปที่ “ตลาดน้ำบางคล้า” ตลาดที่เทศบาลตำบลบางคล้าจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2550 ตามนโยบายของคณะผู้บริหารเทศบาลตำบลบางคล้า ในการส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว เชิงเศรษฐกิจของท้องถิ่นโดยการนำเอาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ในพื้นที่ ซึ่งมีความโดดเด่นและยังคงมีความเป็นธรรมชาติอยู่มาก มาจัดทำตลาดน้ำให้ประชาชนในพื้นที่และใกล้เคียง นำสินค้าจำพวกสินค้าพื้นบ้าน อาหารพื้นเมือง สินค้า OTOP SMEs และผักผลไม้ตามฤดูกาล อันเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นมาจำหน่าย
ตลาดแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำบางปะกง หน้าที่ว่าการอำเภอบางคล้า โดยเป็นแพโป๊ะรวม 9 โป๊ะ เชื่อมติดต่อกันสำหรับให้เกษตรกรและผู้ประกอบการนำเรือมาจอดเทียบขายสินค้าและให้บริการแก่นักท่องเที่ยว เปิดให้บริการเฉพาะวันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่ 08.00-18.00 น.


มาแปดริ้วแล้วจะหาร้านอร่อยพร้อมนั่งชิลริมแม่น้ำบางปะกง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานฉะเชิงเทรา แนะนำ “ครัวอิ่มสุข ริเวอร์ไซด์แปดริ้ว” ร้านอาหารบรรยากาศอบอุ่นริมแม่น้ำบางปะกง มีเมนูให้เลือกหลากหลายทั้งอาหารไทยและอาหารพื้นบ้าน รสชาติกลมกล่อม
หรือจะไปที่ “สุขุมฟาร์ม คาเฟ่ แอนด์ เรสเตอรองก์” มาที่เดียวครบเพราะมีทั้งฟาร์มสุดชิลล์ที่เด็ก ๆ สนุก ผู้ใหญ่ก็ฟินกับการป้อนอาหารกระต่าย-แพะ-ปลา มีน้ำตกจำลอง สปาปลาแช่เท้าชิล ๆ เวิร์คชอประบายสีและงานDIY พร้อมมุมถ่ายรูปสุดน่ารัก เมนูมีให้เลือกทั้งกาแฟสด ขนมหวาน และอาหารจานหลัก พร้อมเสิร์ฟครบจบในวันเดียว เหมาะสำหรับครอบครัว คู่รัก ทุกเพศทุกวัย
แต่หากไปย่านบางคล้าแนะนำให้แวะ “บางคล้า คาเฟ่ เเอนด์ เรสเตอรองท์” คาเฟ่และร้านอาหารสไตล์นั่งชิล ที่เน้นบรรยากาศสวยงาม เหมาะสำหรับมานั่งพักผ่อน ถ่ายรูป พบปะเพื่อน หรือทานอาหารกับครอบครัว โดยมีทั้งโซนในร่มและกลางแจ้ง พร้อมวิวและบรรยากาศที่ค่อนข้างร่มรื่น



