เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. “สมยศ มาตุเรศ” หรือ “เอ็ดดี้เฮง” ซึ่งเป็นนักแสดง-พิธีกร ได้โพสต์ เปิดใจนาทีล้ำค่าในชีวิต ย้อนความทรงจำไม่ลืมเลือน เมื่อเรียนคลาสเดียวกับ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พร้อมระบุข้อความว่า “พระองค์ภาในความทรงจำ”

“รูปนี้เป็นรูปเดียว ที่ผมได้มีโอกาสถ่ายภาพกับองค์ภา ไม่เคยให้ใครดู ไม่เคยโพสต์ลงที่ไหนมาก่อน ก่อนอื่นต้องขออนุญาตใช้คำพูดแบบปกติธรรมดาในข้อความนี้นะครับ เพื่อจะได้เล่าเรื่องราวได้เป็นธรรมชาติที่สุด และต้องขออภัยล่วงหน้าหากมีถ้อยคำไหนที่ไม่เหมาะสมหรือมิบังควรมา ณ ที่นี้ด้วยครับ ผมเป็นนักศึกษารุ่นเดียวกับท่านในรั้วธรรมศาสตร์ ปี 2540 แต่อยู่คนละคณะ ท่านอยู่คณะนิติศาสตร์ ส่วนผมอยู่คณะวารสารและสื่อสารมวลชน ได้มีโอกาสเจอท่านบ่อยๆ ทั้งที่รังสิตและท่าพระจันทร์ ได้มีโอกาสเรียนคลาสเดียวกับท่าน เพราะจะมีห้องบรรยายรวม และเรียนวิชาพื้นฐานเหมือนกัน ตอนเรียนรังสิต ก็จะเห็นท่านต่อแถวซื้อข้าวในโรงอาหารเช่นเดียวกับนักศึกษาทั่วไป จะมีก็แต่องครักษ์ที่ตามดูอยู่ห่างๆ ตอนเรียนท่าพระจันทร์ก็จะเห็นท่านเดินผ่านหน้าคณะวารสารบ่อยๆ พร้อมกลุ่มเพื่อนๆนักศึกษา ก็เห็นนักศึกษาทุกคนนั่งปกติ เดินสวนปกติ ไม่มีการหยุดหรือต้องทำความเคารพใดๆ จะมีก็แต่องครักษ์ที่คอยตามอยู่ห่างๆ อาจจะมีคอยกันระยะห่าง ก็เหมือนถวายอารักขาเป็นเรื่องปกติ”

นอกจากนี้ “ในภาพนั้นก็ คือ เป็นวันเดียวกับที่ผมเรียนในห้องเดียวกับพระองค์ภา ซึ่งผมไม่รู้เลยว่าต้องเรียนคลาสเดียวกับท่าน ถ้าในห้องเรียนจะไม่มีองครักษ์มาอยู่ จะมีแค่ท่านและพระสหายมาเรียนเหมือนนักศึกษาทั่วไป ท่านอาจต้องการความเป็นส่วนตัว ตอนนั้นจำไม่ได้ว่าวิชาอะไร แต่น่าจะเป็นวิชาพื้นฐานของทุกคณะ วันนั้นผมนั่งหลับในห้อง และไม่รู้ว่าข้างหน้าผม คือ พระองค์ภา คือ ผมนั่งอยู่หลังท่านเลย และช่วงพักเบรก ผมก็ตื่นมา ในรูปหน้าผมยังงัวเงียอยู่เลย เพราะเพิ่งตื่น ผมพูดกับเพื่อนแบบข้ามหัวท่าน ผมบอกเพื่อนว่าเมื่อกี้จดอะไรไปบ้างขอดูเลกเชอร์หน่อย ผมจะได้มารีบจดก่อนจะเริ่มเรียนหลังพักเบรก ผมตะโกนไปหลายครั้ง เพื่อนผมก็ทำปากจุ๊ๆ แบบอย่าเพิ่งพูดตอนนี้ได้ไหม ผมก็ตะโกนอีกเอาเลกเชอร์มาหน่อยๆๆ เพื่อนผมก็ทำปากจุ๊ๆ มีเอามือป้องปากด้วย แล้วเพื่อนก็ส่งสัญญาณเหมือนชี้ให้ผมเห็นว่าพระองค์ภานั่งอยู่ แล้วก็พูดแบบไม่มีเสียง ผมก็อะไรนะๆ พูดอะไรนะ สักพักนึง ท่านก็หันมา วินาทีนั้นคือ ใจหาย หน้าผมเหวอมาก หน้าถอดสี ใจหล่นตุ๊บ ในใจมันตะโกนว่าเฮ้ยพระองค์ภา”

“ผมทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยกมือขึ้นท่วมหัวบอกขอโทษครับๆ ขอประทานอภัย ขอถวายบังคม ตอนนั้นใช้ภาษาไม่เป็นแล้วไม่รู้จะพูดราชาศัพท์ยังไง ในหัวมันนึกถึงคำพูดในหนังจักรๆวงศ์ๆ มันหลายอารมณ์ปนเปมาก ทั้งตกใจ ทั้งกลัว ทั้งไม่รู้ว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น ท่านจะโกรธไหม ถ้าท่านไม่พอใจผมจะถูกองครักษ์เรียกไปพบมั้ย แล้วผมจะโดนอะไรตามมาบ้าง ยอมรับว่าวินาทีนั้นตกใจกลัวสุดๆ เพื่อนผมทุกคนหันหน้ากลับและก้มหัวหมด สักพักพระองค์ภาก็พูดกับผมว่า จะเอาเลกเชอร์เหรอคะ ผมก็บอกว่า อ๋อไม่ครับไม่ครับ แล้วผมก็พูดกลับไปว่าขออนุญาตถ่ายรูปด้วยได้ไหมครับ ไม่รู้ตอนนั้นผมคิดอะไร ถึงกล้าพูดไปแบบนั้น วันนั้นเป็นวันที่เด็กวารสารเกือบทุกคนน่าจะพกกล้องไป เพราะว่าเป็น back to school เป็นงานของคณะที่ให้ใส่ชุดนักเรียนมาปาร์ตี้กัน ซึ่งจะจัดกันในวันวาเลนไทน์ ท่านก็ตอบว่าได้ค่ะ แล้วผมที่นั่งอยู่หลังท่าน ก็เดินมานั่งข้างๆ ท่าน ตอนแรกผมก็แบบจะนั่งพื้นนะ ท่านก็บอกว่าไม่ต้องค่ะ นั่งบนเก้าอี้นี้ได้เลย เก้าอี้ข้างๆท่านว่างพอดี ผมจึงได้ภาพนี้มา”

อีกทั้ง “ในปีนั้นยังไม่มีกล้องดิจิตอล ยังไม่มีกล้องมือถือ สมัยนั้นจะเป็นยุคที่ทุกคนใช้เพจเจอร์ ถ้าใครมีฐานะก็จะเป็นมือถือแบบกดปุ่ม กล้องที่ใช้จะเป็นกล้องฟิล์มตัวใหญ่ๆ เราจะไม่เห็นรูปในทันที ต้องไปล้างฟิล์ม ไปอัดภาพ แล้วก็ต้องมาลุ้นว่า รูปที่ได้จะถ่ายติดมั้ยจะเสียหรือเปล่า ซึ่งปกติก็ไม่ได้พกกล้องไปทุกวัน หากวันนั้นไม่ใช่เป็นวันงานของคณะวารสาร หรือไม่มีวิชาถ่ายภาพก็ไม่ได้พกกล้องมา และก็คงไม่ได้มีโอกาสถ่ายรูปกับท่าน เชื่อไหมว่าหลังจากที่ผมได้ถ่ายรูปนี้แล้ว และออกมาจากห้องเรียน เหมือนยกทุกอย่างออกจากอก โคตรดีใจ ที่ท่านไม่โกรธ แถมยังให้ผมได้ถ่ายรูปคู่อีก และผมยังโดนเพื่อนถามว่า กล้าขอถ่ายรูปได้ไง ดีนะหัวไม่หลุดจากบ่า ผมก็บอกเพื่อนกลับไปว่า แล้วทำไมไม่บอกว่าเป็นพระองค์ภา เพื่อนก็บอกว่าบอกแล้ว บอกแล้ว ไม่ได้ยิน”

ทั้งนี้ “รูปนี้มาจากกล้องฟิล์ม ซึ่งอัดภาพมารูปเดียว หาฟิล์มนี้ไม่ได้แล้ว ไม่สามารถจะไปเซฟหรือ copy ที่ไหนมาได้อีก และฟิล์มก็ไม่รู้อยู่ไหนแล้ว รูปอาจไม่ชัดเท่าไหร่ แต่ถือว่าเป็นพระกรุณาธิคุณและเป็นความทรงจำสูงสุด ที่ครั้งหนึ่งผมเคยได้ถ่ายภาพกับพระองค์ภา อย่างชิดใกล้ และท่านทรงเป็นกันเองมาก และตอนได้เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรในรอบเดียวกับพระองค์ท่าน (รอบเช้า) เป็นโอกาสที่หาที่สุดมิได้จริงๆ ที่ได้เห็นในหลวงร.10 พระเทพ พระองค์โสม เสด็จพร้อมกันและอยู่บนเวทีเดียวกันในหอประชุม
มาวันนี้ สุดแสนสงสาร สุดแสนเสียใจ ท่านอายุยังน้อย ถ้ายังอยู่น่าจะเป็นกำลังหลักในการถวายงานให้กับเสด็จพ่อ และเป็นความหวังของราชวงศ์”

ขอบคุณข้อมูลจาก : Somyos EddyHeng Matures