เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยถึงกรณีที่ครม.ได้ให้ความเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า หรือ กฎหมาย เลมอน ลอว์ ตามที่ สคบ. เสนอ ว่า ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองผู้บริโภคของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และสร้างความเป็นธรรมให้ประชาชนตามนโยบายของรัฐบาล

ทั้งนี้ในปัจจุบันผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าแล้วพบปัญหาความชำรุดบกพร่อง มักต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์เองว่าสินค้ามีปัญหาตั้งแต่ต้น ขณะที่การรับประกันสินค้าเป็นไปตามเงื่อนไขที่ผู้ขายกำหนด หลายกรณีผู้บริโภคต้องนำสินค้าเข้าซ่อมซ้ำหลายครั้งโดยไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจน และหากต้องการใช้สิทธินอกเหนือจากการซ่อมแซม ก็จำเป็นต้องดำเนินคดีในชั้นศาล ทำให้เสียเวลาและมีค่าใช้จ่ายสูง กฎหมายฉบับนี้จึงเปลี่ยนหลักการสำคัญจากเดิมที่ผู้บริโภคต้องพิสูจน์เอง มาเป็นผู้ขายที่ต้องรับผิดชอบพิสูจน์ข้อเท็จจริง หากสินค้าเกิดความชำรุดภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าสินค้าชำรุดมาตั้งแต่วันส่งมอบ เว้นแต่ผู้ขายจะพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้เกิดจากความรับผิดชอบของตน

อย่างไรก็ตามสำหรับสินค้าทั่วไป หากพบความชำรุดภายใน 6 เดือนนับจากวันส่งมอบ ให้สันนิษฐานว่าสินค้ามีความชำรุดบกพร่องตั้งแต่ต้น ส่วนรถยนต์ ได้กำหนดเวลา 1 ปี ขณะที่ผู้บริโภคมีสิทธิได้รับการเยียวยา 4 รูปแบบ ได้แก่ การซ่อมแซม การเปลี่ยนสินค้า การลดราคา หรือการเลิกสัญญา ตามลักษณะและความรุนแรงของปัญหาที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ กฎหมายยังกำหนดกรอบเวลาการซ่อมแซมที่ชัดเจน โดยสินค้าทั่วไปและรถจักรยานยนต์ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน และรถยนต์ต้องแล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่วันที่รับมอบสินค้าไว้ซ่อม หากผู้ขายไม่สามารถดำเนินการได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ผู้บริโภคมีสิทธิขอลดราคา บอกเลิกสัญญา หรือเรียกค่าเสียหายตามกฎหมายได้

“กรณีที่พบข้อบกพร่องที่เป็นสาระสำคัญ ผู้บริโภคมีสิทธิขอเปลี่ยนสินค้าได้ทันที โดยสินค้าทั่วไปสามารถใช้สิทธิได้ภายใน 7 วัน ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สามารถใช้สิทธิได้ภายใน 14 วัน นับจากวันที่ได้รับสินค้า ขณะที่รถยนต์ซึ่งมีข้อบกพร่องที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและไม่สามารถแก้ไขได้ ผู้ขายต้องเปลี่ยนรถยนต์คันใหม่ชนิดเดียวกันให้แก่ผู้ซื้อ ต้องยอมรับว่า กว่า 10 ปีที่ผู้บริโภครอคอยกฎหมายฉบับนี้  ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ จากเดิมที่ประชาชนต้องรับภาระพิสูจน์ความบกพร่องของสินค้าเอง มาเป็นผู้ขายที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้นเมื่อสินค้ามีปัญหา ผู้บริโภคจะได้รับความเป็นธรรมรวดเร็ว ลดภาระค่าใช้จ่าย และไม่ต้องเผชิญกระบวนการทางกฎหมายที่ยุ่งยากเหมือนที่ผ่านมา”

น.ส.ศุภมาศ กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้จะช่วยสร้างมาตรฐานใหม่ในการคุ้มครองผู้บริโภคไทย ลดข้อพิพาทระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย เพิ่มแรงจูงใจให้ผู้ประกอบธุรกิจพัฒนาคุณภาพสินค้า และส่งเสริมการแข่งขันด้านคุณภาพและนวัตกรรม ซึ่งเป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งจากนี้ไปหากซื้อรถยนต์ โทรศัพท์มือถือ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าแล้วพบว่าสินค้ามีปัญหา ผู้บริโภคไม่ต้องทนซ่อมซ้ำซากหรือรับภาระพิสูจน์ด้วยตนเองอีกต่อไป เพราะกฎหมายจะกำหนดสิทธิและหน้าที่ของทุกฝ่ายไว้อย่างชัดเจน