เหตุการณ์เสียชีวิตนักเรียนชั้น ม.6 ในพื้นที่ จ.อุทัยธานี เมื่อไม่นานนี้ เป็น “ตัวอย่างชัดเจน” ว่าความเคลื่อนไหวในโลกออนไลน์ สามารถนำมาสู่ “เหตุร้าย” ได้จริง หลังผู้ก่อเหตุสารภาพ เฝ้า “ติดตาม” เหยื่อผ่านช่องทาง Facebook จนล่วงรู้พฤติกรรมแล้วดักก่อเหตุ ด้วยประสงค์ร้าย

“ทีมข่าวอาชญากรรม” สอบถาม ผศ.ดร.สกุลศรี ศรีสารคาม รองคณบดี (ด้านวิชาการ) คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดมุมมองภัยแฝงที่เป็นอันตราย และอุทาหรณ์สำคัญต่อสังคมในยุคดิจิทัล โดยชี้ให้เห็นว่าการเปิดเผย “ข้อมูลส่วนตัว” ผ่านการโชว์ “ไลฟ์สไตล์” บนโซเชียลมีเดียนั้น มี “ความเสี่ยง” มากกว่าที่หลายคนตระหนัก

ข้อมูลไลฟ์สไตล์ที่โพสต์ซ้ำ ๆ               

ในมุมมองของการสื่อสาร ปัจจุบันคนเราไม่ได้ถูกติดตามผ่านการระบุพิกัด (Location) หรือการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวที่ละเอียดอ่อนเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่สิ่งที่มิจฉาชีพหรือผู้ไม่หวังดีใช้เป็นเครื่องมือในการ “แทร็ก” หรือสะกดรอยพฤติกรรมคือ “ข้อมูลไลฟ์สไตล์ที่โพสต์ซ้ำ ๆ”

ทั้งนี้ อาจเป็นเรื่องที่เราไม่ได้บอกตรง ๆ ว่าอยู่ที่ไหน แต่คนสามารถรู้ได้จากสภาพแวดล้อมในภาพ ป้ายร้านคาเฟ่ หรือกิจกรรมที่ทำเป็นประจำ

“หากคนที่มีเจตนาไม่ดีเฝ้ามองพฤติกรรมเราต่อเนื่องเพียง 7 วัน หรือ 1 เดือน เขาก็สามารถทำนาย “แพตเทิร์น” การใช้ชีวิตของเราได้แล้ว เช่น ตื่นเช้าไปทำงานที่ไหน เลิกงานกี่โมง ไปรับลูก หรือไปออกกำลังกายที่ไหนและช่วงเวลาใด”

ผศ.ดร.สกุลศรี ระบุ ข้อมูลเหล่านี้เองที่กลายเป็น “พิมพ์เขียว” ให้ผู้ไม่หวังดีใช้ในการวางแผน ทั้งเพื่อล่อลวงในลักษณะหลอกให้รัก หรือแม้แต่การก่ออาชญากรรมในชีวิตจริง ซึ่งเหตุผลที่เหยื่อมักรู้สึกประหลาดใจว่า “ทำไมคนแปลกหน้าถึงรู้จักเราดีจัง” ก็เป็นเพราะเขามีข้อมูลแพตเทิร์นชีวิตที่เราป้อนให้ในโซเชียลมีเดียนั่นเอง

ในทางนิเทศศาสตร์ ผศ.ดร.สกุลศรี ให้คำนิยามถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ติดตาม และเจ้าของบัญชีโซเชียลมีเดียว่าคือ ความใกล้ชิดทางเดียว (One-side Intimacy) หรือที่รู้จักกันในชื่อ ความสัมพันธ์พาราโซเชียล (Parasocial Relationship)

“มันคือความรู้สึกว่าฉันคุ้นเคยกับเขามาก เหมือนเขาเป็นเพื่อนฉัน เพราะฉันเห็นชีวิตเขาทุกวัน พัฒนาไปสู่ความชื่นชอบจนเกิดความหมกมุ่น อยากรู้จักตัวตนจริง ๆ หรืออยากเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขา”

ที่น่ากังวลคือบางคนติดตามโดยไม่แสดงตัวตน แต่คอยเฝ้ามองทุกความเคลื่อนไหว ซึ่งอันตรายมาก เพราะเขาสามารถเรียนรู้ชุดคำพูด หรือวิธีตอบสนองของเรา จนสามารถสร้างบทสนทนาที่ทำให้เรารู้สึกว่า “ถูกคอ” ได้ง่าย ๆ

พร้อมแนะสัญญาณเตือนที่ต้องระวังคือ คนแปลกหน้าที่พยายามเข้ามามีปฏิสัมพันธ์ในโซเชียลมีเดียอย่างสม่ำเสมอ หรือแม้แต่คนที่เงียบหายแต่เฝ้าติดตามอยู่ตลอดเวลา ซึ่งในหลายกรณีมิจฉาชีพมักใช้ช่องทางนี้ในการสร้างความไว้ใจ เพื่อผลประโยชน์แอบแฝง

“กำแพง” ชีวิตส่วนตัว ในโลกดิจิทัล

เมื่อถามถึงแนวทางปฏิบัติเพื่อความปลอดภัย ผศ.ดร.สกุลศรี ย้ำว่า โซเชียลมีเดียไม่ใช่พื้นที่สาธารณะที่ปลอดภัย 100% และขอให้ทุกคนหันมาให้ความสำคัญกับการสร้าง “กำแพง” ให้กับชีวิตส่วนตัว

“เราต้องมีขอบเขตว่าอะไรคือสิ่งที่คนนอกไม่ควรเข้าถึงได้ 100% อย่าโพสต์เรื่องเดิมซ้ำ ๆ จนกลายเป็นรูปแบบชีวิตที่เดาทางได้ง่าย เช่น การเช็กอินแบบเรียลไทม์ การระบุเวลาที่ทำกิจกรรมเดิมทุกวัน หรือการโพสต์ข้อมูลที่ระบุตัวตนได้ง่าย ๆ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้คือสิ่งที่มิจฉาชีพใช้เป็นหลักฐานในการแทร็กตัวเรา”

นอกจากนี้ เสนอข้อควรปฏิบัติเพื่อความปลอดภัย ได้แก่

1.หวงแหนพื้นที่ส่วนตัว อย่าโพสต์ข้อมูลที่เป็นความลับหรือเรื่องส่วนตัวมากเกินไป โดยเฉพาะเรื่องที่อาจกระทบต่อความปลอดภัยของคนในครอบครัวหรือทรัพย์สิน

2.ระวังร่องรอยดิจิทัล โซเชียลมีเดียทิ้งร่องรอยไว้เสมอ ลองตรวจสอบตนเองว่าเมื่อเสิร์ชชื่อเราบนโลกออนไลน์ ข้อมูลใดบ้างที่เปิดเผยอยู่ และมีใครนำภาพหรือเรื่องราวของเราไปใช้ต่อหรือไม่

3.ตั้งค่าความเป็นส่วนตัวอย่างจริงจัง การตั้งค่าให้เห็นเฉพาะเพื่อน ไม่ใช่คำตอบที่ปลอดภัยเสมอไป เพราะอาจมีการ “แคปภาพ” หรือรั่วไหลได้ จึงควรคัดกรองเพื่อนที่จะเข้ามาในพื้นที่ออนไลน์อย่างเข้มงวด และจำกัดการเข้าถึงข้อมูลให้เหมาะสม

และ 4.อย่าโพสต์ตามอารมณ์จนลืมความปลอดภัย โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องไม่อยู่บ้าน หรือการเปิดเผยแผนการเดินทางล่วงหน้า เพราะสิ่งเหล่านี้คือการปูทางให้ผู้ไม่หวังดีเข้ามาหาเราได้โดยง่าย

“หัวใจสำคัญคือ ต้องกลับมาหวงพื้นที่ความเป็นส่วนตัวให้มากขึ้น เหมือนที่ในอดีตเราเคยเก็บความลับไว้ในพื้นที่ส่วนตัวอย่างไร วันนี้เราก็ต้องทำแบบนั้นบนโซเชียลมีเดีย” ผศ.ดร.สกุลศรี ทิ้งท้ายเป็นข้อคิดให้กับสังคมที่ยังคงต้องเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตในโลกดิจิทัลอย่างชาญฉลาดและปลอดภัยมากขึ้นในทุก ๆ วัน.

ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน