นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้สั่งการให้บีโอไอ ไปทบทวนยุทธศาสตร์เรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ของประเทศใหม่ทั้งหมด เนื่องจากการเดินหน้าดึงดูดการลงทุนเรื่องดังกล่าวมีทั้งมุมบวกและลบ โดยในด้านดี ดาต้าเซ็นเตอร์ คือรากฐานของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เช่น เอไอ และ คลาวด์ เซอร์วิส ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงทางข้อมูลและทำให้คนไทยได้ใช้บริการข้อมูลที่เร็วและถูกลง ขณะที่ผลเชิงลบ อุตสาหกรรมนี้ใช้ทรัพยากรน้ำและไฟฟ้ามหาศาล อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนภายในประเทศได้

อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ปัญหาการแย่งทรัพยากร รัฐบาลมีแนวทางที่จะไม่ให้ผู้ลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ดึงไฟฟ้าหรือน้ำจากระบบปกติที่ประชาชนใช้ แต่จะส่งเสริมยุทธศาสตร์ใหม่ เช่น อาจมีการเปิดช่องให้ผู้ลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ สามารถร่วมลงทุนในพลังงานสะอาดด้วยตนเอง และสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าระยะยาวโดยตรง เพื่อใช้ในกิจการควบคู่กัน ซึ่งปัจจุบันมีหลายหน่วยงานแยกกันดูแลเรื่องการขอใช้ไฟฟ้า ที่สำคัญต่อไปจะนำเรื่องดาตาเซ็นเตอร์ เข้ามาอยู่ภายใต้อนุกรรมการของบีโอไอ เพื่อวางยุทธศาสตร์บริหารจัดการไปในทิศทางเดียวกันแบบระยะยาว

ทั้งนี้เรื่องดาตาเซ็นเตอร์ รัฐบาลไม่ได้มองเพียงการเป็นที่ตั้งของเซิร์ฟเวอร์ หรือศูนย์ข้อมูลเท่านั้น แต่ต้องการต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมต้นน้ำและปลายน้ำ โดยเฉพาะการพัฒนาคน การสร้างนักวิทยาศาสตร์ด้านข้อมูล และบุคลากรเฉพาะทางด้านคลาวด์ เซอร์วิส เพื่อให้เด็กไทยมีทักษะรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับโครงการ สกิล บริดจ์ ของบีโอไอที่มุ่งเน้นการยกระดับทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการของนักลงทุนสมัยใหม่

นายเอกนิติ กล่าวว่า การประชุมกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ในวันที่ 22 มิ.ย. นี้ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีตนเป็นรองประธานนั้น จะเน้นการวางโครงการระยะยาวเพื่อปฏิรูปประเทศ เน้นการขับเคลื่อนโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว การปฏิรูปภาคพลังงาน  ยกระดับการศึกษา และการหาตลาดใหม่ของประเทศ รวมถึงการแก้ไขกฎระเบียบที่ไม่เอื้อต่อการลงทุน ซึ่งเป็นประเด็นที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศมองว่าประเทศไทยยังมีปัญหาในเรื่องนี้

“ที่สำคัญรัฐบาลจะทำ ควิก บิ๊ก วิน สำหรับการปฏิรูปประเทศ ว่า ใน 6 เดือน, 1 ปี จะเห็นอะไร และใน 4 ปี เราจะเห็นการปฏิรูปประเทศอย่างไร ขณะเดียวกันจะมีนายกสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยเข้าร่วมด้วย เพราะเราต้องการให้การเติบโตของประเทศ กระจายไปถึงเอสเอ็มอีไทย โดยบีโอไอจะปรับยุทธศาสตร์การลงทุนจากต่างชาติ หรือเอฟดีไอ ให้ใช้สินค้า และวัตถุดิบที่ผลิตในไทยมากขึ้น เพื่อให้เกิดห่วงโซ่การผลิตในประเทศไทย เช่นเดียวกับยุคปี ค.ศ. 1981 ที่นักลงทุนญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตเข้ามาไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ ทำให้การผลิตในอุตสาหกรรมนี้เติบโต และทำให้คนไทยมีการตั้งบริษัทใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย”