กิจกรรม “Pride Run to Yacht” คืองานวิ่งที่ว่าซึ่งถือโอกาสช่วงเดือน Pride Month จัดขึ้น โดยมีการวิ่งในเมืองพัทยาที่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดอยู่ที่ชั้นดาดฟ้าของโรงแรมอาร์เบอร์ โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์พัทยา มีทีม Monster run Bkk (มอนสเตอร์ รัน) กลุ่มวิ่งซิตี้รันจากกรุงเทพที่เบื่อการซ้อมบนลู่ หรืออยู่เพียงแค่ในสวน พานำวิ่ง จากชั้นดาดฟ้าลงไปพื้นล่างก่อนจะวนไปตามเส้นทางในพื้นที่พัทยากลางเลยไปจนถึงพัทยาใต้ ขึ้นตีนเขาพระตำหนักแล้ววนลงมา ณ จุดวนกลับแหลมบาลีฮาย ระยะทางรวม ๆ เกือบ 12 กิโลเมตร

ด้วยระยะทางที่ค่อนข้างไกลสำหรับผู้ร่วมทางที่มีสมาชิกที่ไม่เคยวิ่งมาก่อน รวมอยู่กับกลุ่มนักวิ่งตัวจริง จึงต้องมีการแบ่งกลุ่มเพื่อให้ทุกคนสามารถไปด้วยกันได้จนตลอดเส้นทาง เพราะไม่ใช่แค่ระยะทางแต่สภาพอากาศก็เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญไม่น้อยหน้ากัน

เนื่องจากธรรมชาติของกลุ่มนักวิ่งตัวประหลาดนั้น จะไม่ออกสตาร์ทตั้งแต่เช้ามืดเพื่อเลี่ยงอากาศร้อนแบบนักวิ่งกลุ่มอื่น ๆ แต่จะเลือกเวลาที่แสงแดดอ่อน ๆ เริ่มมาเยือน หากไม่เคยวิ่งมาก่อนอาจจะหมดแรงไประหว่างทางได้ ไม่ใช่เท่านั้นการวิ่งในเมืองพัทยาที่ไม่ใช่เส้นทางวิ่งโดยเฉพาะ ยังมีอุปสรรคและสิ่งกีดขวางมากมาย ทั้งทางเท้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และบางช่วงที่อาจแคบเกินจนต้องหลบเลี่ยงลงมาริมถนน หากไม่มีผู้นำทางที่คอยดูแลอาจจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นระหว่างทางได้

การวิ่งในเมืองพัทยาถือเป็นกิจกรรมส่งท้ายของ Pride Run to Yacht เพราะโปรแกรมนี้เริ่มต้นขึ้นก่อนหน้าอีกหนึ่งวัน โดยมีกิจกรรมวิ่งบนชายหาดระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นตัวเปิดประเดิม จากจุดเริ่มต้นในพื้นที่ของโอเชียน มารีน่า จอมเทียน ท่าเรือยอร์ชที่เรียกได้ว่าเป็นท่าเรือหลักของพัทยา แล้วพาตัดออกไปยังชายหาดจอมเทียน แม้ระยะทางจะแค่ 3 กิโลเมตร แต่การวิ่งบนพื้นทรายนั้นต้องใช้กำลังมากกว่า ทั้งการทรงตัวบนพื้นลาดเอียงไปด้านหนึ่ง และตัวพื้นที่มีทั้งช่วงที่อัดแน่นและร่วนซุย

จบจากการวิ่งมีเวลาให้พักให้หายเหนื่อย ก่อนจะพาขึ้นเรือยอร์ชที่ชื่อ ชาโตว์ ของ วันซ์ ยอชติ้ง (Once Yachting) เรือแบบคาตามารันที่ถือว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในน่านน้ำอ่าวพัทยาในเวลานี้ สามารถจุนักท่องเที่ยวได้มากที่สุดถึง 155 คน

เรือชาโตว์ไม่ใช่แค่มีพื้นที่นั่งมากมายทั้งชั้นล่างและดาดฟ้าเรือ แต่ยังมีพื้นที่จัดกิจกรรมกลางลำเรือ ที่สามารถเล่นเกม หรือเปิดเป็นฟลอร์ให้ผู้โดยสารแดนซ์กระจายได้เต็มที่ด้วย แถมยังพกพาสไลเดอร์ขนาดใหญ่ เรือคยัคใส แพดเดิลบอร์ด เรือเป็ด รวมทั้งถังแช่ตัวไอซ์บาธ ขึ้นเรือมาด้วย ยังไม่รวมอาหารเครื่องดื่มที่พร้อมเสิร์ฟตลอดเวลาที่ผู้โดยสารต้องการ ทั้งแบบสแนคเบา ๆ และมื้อหนัก

ด้วยเพราะครั้งนี้เป็นกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นโดยเฉพาะ เส้นทางเดินเรือแบบวันเดย์ทริปจึงต่างไปจากเดิม มีจุดหมายหลักอยู่ที่ “เกาะไผ่” ที่อยู่ภายใต้การดูแลของฝ่ายกิจการพลเรือน หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง กองทัพเรือ เรือท่องเที่ยวสามารถไปจอดเพื่อเที่ยวชมในช่วงเวลากลางวันได้ แต่จะไม่มีที่พักหรือสิ่งอำนวยความสะดวกใด ๆ บนเกาะ เรือชาโตว์จึงพาไปยึดชายหาดที่ใหญ่ที่สุดของเกาะ เพราะไม่ใช่แค่จะพาลงเรือเล็กขึ้นไปถ่ายรูปหรือเล่นน้ำหน้าชายหาดของเกาะ แต่ยังมีกิจกรรมพิเศษที่ชวนสมาชิกเข้าร่วมแข่งขันด้วย

นอกจากหาดทารายขาวจนคิดว่าอยู่ทะเลอันดามันแล้ว ยังมีน้ำทะเลใส และธรรมชาติใต้ท้องทะเลที่ยังคงความสมบูรณ์ มีแนวปะการังกระจายอยู่หลายจุดของเกาะ ดำน้ำดูปะการังแล้ว แข่งแชร์บอลบนเกาะเรียบร้อย พายคยัค พายแพดเดิลบอร์ด หรือสนุกกับการเล่นสไลเดอร์กลางทะเลแล้ว รู้สึกว่าอาจจะปวดเมื่อย บนเรือก็มีถังน้ำแข็งไอซ์บาธให้ลงไปแช่เพื่อคลายอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ เป็นอีกกิจกรรมที่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่พัทยากำลังจะเปลี่ยนผ่าน

“ชลบุรีกำลังเปลี่ยนจากเมืองท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อน ไปสู่เมืองที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตมากขึ้น ภายใต้แนวคิด ‘Healing is the New Luxury’ ซึ่งเชื่อมโยงสุขภาพ ความยั่งยืน อาหาร ไลฟ์สไตล์ และความหลากหลายทางสังคมเข้าด้วยกัน จังหวัดกำลังขับเคลื่อนแนวคิด Tourism for All เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม พร้อมพัฒนาแคมเปญเชิงประสบการณ์ อาทิ “Eat the East” และ “60+ Stay Free” รวมถึงส่งเสริมพัทยา ศรีราชา และบางแสน ให้เป็นจุดหมายสำหรับการจัดงานแต่งงานและกิจกรรมของกลุ่ม LGBTQ+ จากทั่วโลก จากเมืองพักผ่อนสู่ Wellness Destination” ทพญ.ณัฏฐ์ศรัย ชัยจินดารัตน์ อุปนายกสมาคมสมาพันธ์ท่องเที่ยวจังหวัดชลบุรี และนายกสมาคมการท่องเที่ยวและบริการศรีราชา เกาะสีชัง กล่าวในเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองในกิจกรรม “KTC x Pride Run to Yacht”

เวทีที่เคทีซีร่วมกับภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและผู้ประกอบการโรงแรม เพื่อวิเคราะห์บทบาทของ Wellness Tourism ต่อพฤติกรรมการเดินทาง การใช้จ่าย และศักยภาพทางเศรษฐกิจของจังหวัดชลบุรี ซึ่งกำลังพัฒนาสู่การเป็นจุดหมายปลายทางที่เชื่อมโยงสุขภาพ คุณภาพชีวิต และความหลากหลายเข้าด้วยกัน

ขณะที่ นายชัยรัตน์ รัตโนภาส นายกสมาคมสปาแอนด์เวลเนสภาคตะวันออก กล่าวว่า แม้ชลบุรียังไม่ได้รับการจดจำในฐานะ Wellness Destination อย่างเด่นชัดเท่ากับเชียงใหม่ ภูเก็ต หรือสมุย แต่จังหวัดมีองค์ประกอบด้าน Wellness Tourism อยู่แล้ว ทั้งกิจกรรมมาราธอน ไตรกีฬา กิจกรรมทางทะเล และไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่มีความสนใจแตกต่างกัน เพียงแต่ยังขาดการเชื่อมโยงและสื่อสารภายใต้ภาพเดียวกัน

“Wellness ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสปาหรือการดูแลสุขภาพ แต่ครอบคลุมถึงการใช้ชีวิต การพักผ่อน การออกกำลังกาย คุณภาพการนอน สุขภาพจิต และกิจกรรมที่สร้างความสุขให้กับผู้คน ซึ่งกิจกรรม Pride Run to Yacht ที่ทุกท่านได้มีเข้าร่วมก็เป็นหนึ่งในนั้น ด้วยความพร้อมของชลบุรี จังหวัดจึงมีโอกาสพัฒนาจาก Leisure Tourism ไปสู่ Leisure Wellness และต่อยอดสู่ตลาดเฉพาะ เช่น Sleep Tourism ผ่านโรงแรมและบริการที่ช่วยส่งเสริมคุณภาพการนอนระหว่างการเดินทาง”

นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิตเคทีซี กล่าวว่า ข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีในหมวดท่องเที่ยวพบว่า หากไม่นับกรุงเทพมหานคร จังหวัดชลบุรีมียอดใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวสูงเป็นอันดับ 1 สะท้อนศักยภาพของพื้นที่ในการรองรับนักท่องเที่ยวหลายกลุ่ม ทั้งครอบครัว ผู้เดินทางพร้อมสัตว์เลี้ยง และผู้ที่สนใจกิจกรรมด้านสุขภาพ

“ยอดใช้จ่ายในกลุ่มโรงแรมที่มีจุดเด่นด้าน Wellness ในราคาจับต้องได้เติบโตประมาณ 30% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่าผู้บริโภคไม่ได้มองหาที่พักเพียงเพื่อการพักผ่อน แต่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตมากขึ้น แนวโน้มดังกล่าวเปิดโอกาสให้จังหวัดชลบุรีต่อยอดความพร้อมด้านโรงแรม กิจกรรมกลางแจ้ง การเดินทาง และบริการสุขภาพ ไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวเชิง Wellness ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น”

นางสาวศศิมา พานิชวิบูลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด โรงแรมอาร์เบอร์ โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์ พัทยา กล่าวว่า แนวคิด Wellness Hospitality กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยความต้องการของผู้เข้าพักไม่ได้หยุดอยู่ที่การดูแลร่างกาย แต่ขยายไปถึงการพักผ่อนทางใจ การสร้างสมดุลในชีวิต และการได้ใช้เวลาร่วมกับผู้คนที่มีความสนใจใกล้เคียงกัน

“ภายใต้แนวคิด Experience-Driven Hospitality โรงแรมไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงที่พัก แต่เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การเดินทาง ส่งผลให้ผู้ประกอบการพัฒนากิจกรรมและบริการใหม่ ๆ ทั้งด้านสุขภาพ กีฬา ไลฟ์สไตล์ และการสร้างคอมมูนิตี้ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน และการเป็น LGBTQ+ Friendly Destination ของโรงแรมไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์ ซึ่งการจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นการสร้างวัฒนธรรมการบริการที่เปิดกว้างและเคารพความแตกต่าง”

ทั้งนี้ จังหวัดชลบุรีตั้งเป้าเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว 5% จากปี 2568 ซึ่งสร้างรายได้ประมาณ 3.19 แสนล้านบาท พร้อมยกระดับพื้นที่สู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวคุณภาพระดับนานาชาติ โดยให้ความสำคัญกับนักท่องเที่ยวที่มองหาประสบการณ์เฉพาะตัวและมีกำลังใช้จ่ายสูง