มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism) หรือ ‘CBAM’ ของสหภาพยุโรป (EU) ที่เริ่มบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นมา ส่งผลให้ต้นทุนคาร์บอนกลายเป็นปัจจัยใหม่ที่ผู้ประกอบการทั่วโลกต้องคำนึงถึงควบคู่กับต้นทุนการผลิตสินค้า หากอุตสาหกรรมไทยปรับตัวไม่ทัน อาจเผชิญความเสี่ยงในการแข่งขันและสูญเสียโอกาสในตลาดส่งออกสำคัญอย่างยุโรป

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ประเมินว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยจำเป็นต้องเร่งปรับกระบวนการผลิตสู่สินค้าคาร์บอนต่ำ พร้อมยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานสีเขียวของโลก

คาร์บอน ต้นทุนใหม่

มาตรการ CBAM ถูกออกแบบขึ้นเพื่อป้องกันการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมผ่อนปรนกว่า และเพื่อให้สินค้านำเข้ารับภาระต้นทุนคาร์บอนใกล้เคียงกับผู้ผลิตในสหภาพยุโรป ปัจจุบันครอบคลุมสินค้า 6 กลุ่ม ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน

ขณะเดียวกัน หลายประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ก็ได้เริ่มเดินหน้าใช้มาตรการในลักษณะเดียวกัน สหราชอาณาจักรเตรียมบังคับใช้มาตรการยูเค ซีแบม (UK CBAM) ในปี 2570 ส่วนสหรัฐอเมริกาได้ประกาศใช้กฎหมายโพรฟ อิต แอ็กต์ (PROVE IT Act) เพื่อจัดทำฐานข้อมูลด้านการปล่อยคาร์บอน ขณะที่ออสเตรเลียอยู่ระหว่างพิจารณามาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน แนวโน้มดังกล่าวทำให้คาร์บอนกำลังกลายเป็นเงื่อนไขใหม่ของการค้าโลก

เหล็ก-อะลูมิเนียมไทยรับศึกหนัก

SCB EIC ระบุว่า อุตสาหกรรมเหล็กและอะลูมิเนียมของไทยได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากเป็นสินค้าหลักที่ส่งออกไปยังสหภาพยุโรป โดยในปี 2568 ไทยส่งออกเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็กไปยุโรปมูลค่า 504 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 7% ของมูลค่าการส่งออกเหล็กทั้งหมดของไทย ส่วนการส่งออกอะลูมิเนียมมีมูลค่า 71 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 2% ของการส่งออกอะลูมิเนียมทั้งหมดของไทย

ความเสี่ยงหลักๆ อยู่ที่การวัดและรายงานปริมาณคาร์บอนแฝงในสินค้า (Embedded Emissions) หากผู้ประกอบการไทยไม่สามารถจัดทำข้อมูลตามมาตรฐานสากลได้ สหภาพยุโรปจะใช้ค่ามาตรฐานของตนเองในการคำนวณภาษี ซึ่ง SCB EIC ประเมินว่าจะทำให้ต้นทุนการส่งออกเหล็กของไทยเพิ่มขึ้นราว 3-5% และต้นทุนการส่งออกอะลูมิเนียมเพิ่มขึ้น 1-2%

โจทย์ใหญ่ยังติดโครงสร้าง

แม้ภาคอุตสาหกรรมไทยจะเริ่มเตรียมความพร้อมมากขึ้น ทั้งการจัดทำคาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์และการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในกระบวนการผลิต แต่ยังมีอุปสรรคหลายด้าน โดยเฉพาะการเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนที่ยังมีข้อจำกัด ความล่าช้าในการผลักดันกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และกลไกราคาคาร์บอนภายในประเทศที่ยังไม่สามารถสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากพอ

อีกประเด็นที่ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญคือการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะเหล็กกึ่งสำเร็จรูปจากประเทศที่ใช้พลังงานฟอสซิลในสัดส่วนสูง ส่งผลให้คาร์บอนจากวัตถุดิบต้นน้ำยังติดตามไปกับสินค้าส่งออกของไทย แม้โรงงานในประเทศจะใช้พลังงานสะอาดมากขึ้นก็ตาม

เร่งชิงกรีนซัพพลายเชน

SCB EIC ชี้ว่า การขยายขอบเขตของ CBAM และการใช้มาตรการด้านคาร์บอนในหลายประเทศ จะทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับตัวตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การจัดทำข้อมูลคาร์บอนที่ตรวจสอบได้ ไปจนถึงการคัดเลือกวัตถุดิบและซัพพลายเออร์ที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำ

ขณะเดียวกัน ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด ผลักดันกลไกซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง พัฒนาตลาดคาร์บอนภายในประเทศ และสร้างระบบตรวจสอบข้อมูลคาร์บอนที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล รวมถึงสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี