เมื่อเวลา 10.35 น. วันที่ 29 มิ.ย. 69 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท วาระแรก ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ เป็นวันแรก
นายภาคภูมิ บูลย์ประมุข สส.ตาก พรรคกล้าธรรม อภิปรายตั้งข้อสังเกตงบประมาณปี 70 ว่า งบที่มีการเติบโตก้าวกระโดดคือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่เพิ่มขึ้น 33.6% และกระทรวงการคลัง เพิ่มขึ้น 11.6% กระทรวงดีอีปีนี้งบประมาณ 13,625.7 ล้านบาท นโยบายของนายกรัฐมนตรีระบุว่า งบประมาณของแต่ละกระทรวงต้องกระโดดไม่เกินปีละ 20% แต่กระทรวงดีอีมีงบประมาณเพิ่มแบบแหกทุกกฎเกณฑ์ สมเป็นกระทรวงของลูกเทพ แม้จะเห็นด้วยในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี แต่อยากให้มีความคุ้มค่า และมีการจัดซื้อจัดจ้างอย่างโปร่งใส ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยโครงการ TH-AI Passport พร้อมตั้งข้อสงสัยว่า การที่เพิ่มงบเพราะเห็นว่ากระทรวงมีความสำคัญ หรือมีคนสำคัญมาคุมกระทรวง
นายภาคภูมิ กล่าวว่า ปีนี้กระทรวงสายสังคมมีงบประมาณเพิ่มขึ้นเยอะมาก เช่น กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการ แต่งบประมาณที่ถูกตัดออก มีทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม 17% คมนาคม 11% กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 7.1% หากโดนตัดงบประมาณขนาดนี้ รัฐบาลต้องให้คำตอบว่ากำลังผลิตเศรษฐกิจฐานรากจะเป็นอย่างไร
นายภาคภูมิ ยังกล่าวถึงงบประมาณของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ว่า งบประมาณปีนี้ลดลง 2 พันกว่าล้าน และจะลดลงอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 73 ขณะที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤติโลกเดือดกับฝุ่น PM 2.5 ซึ่งถือว่าย้อนแย้ง
ในส่วนงบประมาณโครงการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันของสำนักงานปลัด ทส. ซึ่งตั้งงบไว้เพียง 16 ล้านบาท แบ่งเป็นงบปฏิบัติการบิน 5 ล้านบาท และงบสนับสนุนการดำเนินงานในพื้นที่ 11 ล้านบาท เมื่อกระจายไปยังจังหวัดเป้าหมาย 22 จังหวัด จะเหลืองบเฉลี่ยเพียงจังหวัดละประมาณ 500,000 บาทเท่านั้น ซึ่งแทบไม่เพียงพอต่อการจัดซื้ออุปกรณ์ การสนับสนุนเจ้าหน้าที่ หรือการปฏิบัติการดับไฟป่าในพื้นที่จริง ทำให้ภาระส่วนใหญ่ตกอยู่กับเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ กรมป่าไม้ อาสาสมัคร และประชาชนในพื้นที่ ที่ต้องหาทรัพยากรจากหน่วยงานอื่นมาสนับสนุนการทำงาน
นายภาคภูมิ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการปรับลดงบประมาณจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ซึ่งลดลงจากกว่า 26,000 ล้านบาท ในปี 2569 เหลือเพียงประมาณ 4,200 ล้านบาท ในปี 2570 หรือลดลงกว่า 83% นี่ไม่ใช่เพียงการปรับลดงบประมาณตามปกติ แต่เป็นการรื้อโครงสร้างการกระจายอำนาจด้านงบประมาณ ดึงเม็ดเงินกลับเข้าสู่ส่วนกลาง ส่งผลให้หลายจังหวัดสูญเสียโอกาสในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาตามบริบทของพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนอย่างจังหวัดตาก ที่ได้รับผลกระทบจากการลดงบประมาณอย่างชัดเจน
นายภาคภูมิ กล่าวทิ้งท้ายว่า งบประมาณกลุ่มจังหวัดถูกตัด แต่งบกลางปีนี้เพิ่มขึ้นมาก เราไม่รู้ว่าในอนาคตจังหวัดไหนจะมีเรื่องเดือดร้อน ถ้าผู้ว่าราชการจังหวัดไม่มีงบพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ถึงเวลาก็ต้องไปง้องบกลาง จึงหวังว่านายกรัฐมนตรี จะจัดสรรงบลงจังหวัดให้มีความเสมอภาคเท่าเทียม ไม่ใช่ว่าอันไหนไม่ใช่จังหวัดฉัน หรือเป็นสีนี้แล้วไม่ให้ ขออย่าได้ทำ และหากมีการวิ่งเต้นของบ ก็ไม่รู้ว่าจะมีคนนอกรัฐบาลมาตัดสินใจหรือไม่



