แม้จะได้จำนวน สก.มากที่สุด เมื่อเทียบกับผู้สมัครพรรคอื่นๆ แต่ความพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และนายกเมืองพัทยา ถือว่าสร้างความเสียหายกับพรรคประชาชน (ปชน.) ในทางการเมือง อย่างสาหัสสากรรจ์ ยิ่งไปสแกนคะแนนคนดูแลเมืองหลวง หลายคนไม่เชื่อว่า “นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” ตัวแทนจากพรรคส้ม จะพ่ายแพ้แม้กระทั่ง “นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข” ผู้สมัครสังกัดอิสระ ซึ่งไม่มีฐานการเมืองเป็น สส.ในพื้นที่เลย โดยดูได้จากคะแนนที่ได้ สูงสุดอันดับ 1 ได้แก่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ หมายเลข 9 ผู้สมัครอิสระ ได้ 1,444,914 คะแนน คิดเป็น 96.6% อันดับ 2 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข หมายเลข 14 ผู้สมัครอิสระ ได้ 288,171 คะแนน คิดเป็น 13.1% อันดับ 3 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หมายเลข 10 พรรคประชาชน ได้ 176,934 คะแนน คิดเป็น 8% คำถามคือเกิดอะไรขึ้นในการเลือกตั้งครั้งนี้ ทั้งที่พรรค ปชน.มี สส.ครบในพื้นที่เมืองหลวง

ทำให้หลายคนย้อนไปคิดว่า ถึงข่าวในช่วงแรก ของการลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งมีข่าวว่า แกนนำพรรคส้มไปทาบทาม “นายชัชชาติ” ให้มาลงสมัครชิงการดูแลเมืองหลวง แต่ถูกปฏิเสธจากผู้ว่าฯ กทม.ที่เพิ่งคว้าชัยชนะในการเลือกตั้ง เพราะอยากลงสมัครในนามอิสระ ซึ่งอาจเป็นเพราะเกรงใจ “พรรคเพื่อไทย (พท.)” เนื่องจากเคยรับตำแหน่ง “รมว.คมนาคม” ในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งจากการทาบทามดังกล่าว เลยทำให้แกนนำพรรคฝ่ายค้านเปิดตัว “ดร.โจ” ชัยวัฒน์ ล่าช้า ทำให้เสียเปรียบในห้วงเวลาการหาเสียง อีกทั้งช่วงหาเสียง ก็ไม่ค่อยเห็นแกนนำพรรค ปชน. ช่วยผู้สมัครลงในพื้นที่ แต่มาปรากฏตัวในช่วงโค้งสุดท้าย ซึ่งในที่สุดก็ประสบความล้มเหลว คำถามคือสิ่งที่เกิดขึ้น จะสะท้อนถึงการเมืองภาพใหญ่หรือไม่ เพราะถูกวิจารณ์การชิงสนามเมืองหลวงครั้งนี้ ผิดทั้งยุทธศาสตร์และยุทธวิธี ดังนั้นถึงเวลาจะต้องเปลี่ยนแม่ทัพหรือยัง

ด้าน “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” สส.บัญชีรายชื่อ ตอบคำถามของผู้สื่อข่าว ในฐานะหัวหน้าพรรค ผ่านการเลือกตั้งมา 2-3 สนามแล้ว ไม่ประสบความสำเร็จสักเวที ควรต้องทบทวนตัวเองหรือไม่ว่า อยากให้มองผลสำเร็จทางการเมืองของเรามากกว่า ตัวเลขหรือผลลัพธ์แต่ละสนาม เราไม่ได้ปฏิเสธว่าผลลัพธ์ออกมา เราไม่มีอำนาจบริหาร กทม. แต่อยากให้มองย้อนกลับไปหลายปีที่ผ่านมา การทำงานของเราผลักดันวาระก้าวหน้าให้กับสังคมไทยได้ ถ้าไม่มีขบวนการสีส้ม ไม่มีพรรคอนาคตใหม่ในวันนั้น เราจะผลักดันกฎหมายที่ก้าวหน้าให้กับสังคมไทยมาถึงปัจจุบันได้หรือไม่ รวมถึงงบประมาณกองทุนประกันสังคม เงินของประชาชน เช่น กองทุนดีอี จะมีคนตรวจสอบหรือจุดประเด็นเรื่องนี้หรือไม่

“พรรค ปชน. มองผลสำเร็จการทำงานการเมืองของเรา คือผลักดันวาระก้าวหน้าให้กับสังคม ส่วนสนาม กทม. เรามองว่ายังพอจะเดินหน้าทำงาน วาระก้าวหน้าให้กับเมืองต่อ รวมถึงผลักดันในสนามการเมืองระดับประเทศด้วย” นายณัฐพงษ์ กล่าว
คำถามคือถึงเวลาหรือยัง ที่พรรคส้มจะต้องปรับทัพใหม่ ยิ่ง “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” นำพรรค ปชน. แพ้ศึก 3 ครั้ง ทั้งการเมืองระดับชาติ กทม. และท้องถิ่น หากจะยังทำหน้าที่เป็นแกนนำพรรคฝ่ายค้าน จะนำมาสู่สภาวะล้มเหลวซ้ำซากหรือไม่ จนทำให้บรรดาสมาชิกพรรค ต้องตัดสินใจโบกมือลา
ถือเป็นเวทีที่มีความสำคัญ คือการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ซึ่งมีความสำคัญมาก สำหรับฝ่ายบริหารที่มี “พรรคภูมิใจไทย (ภท.)” เป็นแกนนำรัฐบาล โดยวงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท วาระแรก ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ ในวันแรก โดย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง เสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ต่อสภา แทนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ที่อยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจที่ต่างประเทศ ตอนหนึ่งว่า เป็นกลไกสำคัญเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนตามยุทธศาสตร์ชาติ สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 2570 มีแนวโน้มขยายตัว ร้อยละ 1.7-2.7

“ร่าง พ.ร.บ.งบฯ 70 ทำหน้าที่ประคองประชาชนและเศรษฐกิจ และวางรากฐานให้ประเทศแข็งแรง โดยยึดทำงบให้ตรงจุด สะท้อนโปร่งใส เปิดเผยได้ เพื่อให้ประเทศข้ามผ่านวิกฤติทั้งพลังงาน ค่าครองชีพ และระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงเอกชน และมีมาตรการส่งเสริมการลงทุน ดังนั้นได้คำนึงถึงการใช้จ่ายงบประมาณที่คุ้มค่า ประหยัด เน้นประสิทธิภาพ และการทำงานต้องลดความซ้ำซ้อน รวมถึงยึดกรอบวินัยการเงินการคลังเคร่งครัด” นายเอกนิติ กล่าว
ขณะที่ฝ่ายค้านนำโดย “น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. อภิปรายว่า งบประมาณ 70 แม้จะเพิ่มไม่มาก แต่มีข้อกังขาว่าทำไมเกือบครึ่งหนึ่งของหน่วยงานต่างๆ กลับได้รับงบประมาณลดลงถ้วนหน้า ถ้าดูระดับกรมจะพบว่า 70% ของหน่วยรับงบประมาณได้รับงบลดลงจากปี 2569 ทั้งรายจ่ายประจำ และรายจ่ายลงทุน ยิ่งหน่วยไหนที่มีงบลงทุนมาก จะยิ่งถูกตัดมากตามไปด้วย สะท้อนว่า วันนี้แผลเรื้อรังของงบประมาณไทย เอาอะไรมาปกปิดไว้ก็ไม่อยู่แล้ว ฝีที่ถูกบ่มมาหลายปีมันแตกแล้วในปีงบประมาณ 70 เข้าใจว่ารัฐบาลนี้ยังเข้ามาได้ไม่นาน แต่ในคำแถลงของรัฐบาล ไม่ได้แสดงความรับผิดชอบ งบประมาณประเทศจะขาดดุลในระดับสูงแบบนี้แบบที่กดไม่ลง แต่การพัฒนาประเทศด้วยการทำอะไรใหม่ๆ เพื่อนำพาประเทศไปข้างหน้าจะไม่เกิดขึ้น เพราะไม่เหลืองบประมาณอีกต่อไป ความหวังที่จะลดหนี้สาธารณะ ลดการขาดดุล จะยิ่งเป็นไปไม่ได้

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ปีนี้ต้องขอบคุณที่มีการตัดลดงบประมาณการสร้างตึกลงไปครึ่งหนึ่งซึ่งถือว่าโหดมาก แต่ส่วนที่ยังเป็นรายจ่ายสูงสุด สำหรับรายจ่ายลงทุน ยังเป็นการลงทุนในถนนกันต่อไป พองบประมาณติดข้อจำกัดแบบนี้ ทำให้เราไม่ค่อยเห็นโครงการใหม่ๆเกิดขึ้นในเอกสารงบประมาณปี 70 อาจจะเห็นเรื่องของการเปลี่ยนชื่อโครงการ แต่ยังเป็นโครงการเดิม และที่ตลกคือการที่รองนายกฯ และรมว.คลัง อ่านชื่อโครงการต่างๆ ออกมามากมาย ที่มีชื่อต่อท้ายว่า “พลัส” แต่พอดูในเอกสารงบประมาณปรากฏว่าไม่มีโครงการที่มีชื่อต่อท้ายว่า “พลัส” แต่อย่างใด ที่เห็นได้ชัดอีกอย่างคือคำว่าเอไอ หรือปัญญาประดิษฐ์ กลายเป็นรหัสเอทีเอ็มใหม่ของปี 2570 ถ้ามีอะไรที่เกี่ยวข้องกับเอไอ จะได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งปีนี้เพิ่มขึ้น 2 เท่า ประมาณ 2,000 กว่าล้านบาท จำนวน 176 โครงการ แต่ยังหายุทธศาสตร์เกี่ยวกับไอเอในโครงการปีนี้ไม่เจอ
“ในส่วนของรายจ่าย เราพบปัญหาเต็มไปหมด งบประมาณรายจ่ายพุ่ง สะท้อนแผลเรื้อรังของรัฐบาลที่ผ่านมา โดยที่รัฐบาลปัจจุบันยังไม่มีแนวทางแก้ไข สุดท้ายงบประมาณที่จะเหลือไปพัฒนาประเทศจะน้อยลงเรื่อยๆ เพื่อต้องการให้ปัญหาเรื้อรังนี้หมดไป เราต้องการผู้นำทั้งนายกฯ รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ และรมว.คลัง ที่มุ่งมั่นจริงจังอยากแก้ปัญหาจริงๆ และพูดปัญหาอย่างตรงไปตรงมา เพื่อนำประเทศออกจากวิกฤติแผลเรื้อรังที่เป็นฝีแตกของประเทศอย่างทุกวันนี้ แต่ในปีงบประมาณ 2570 ยังไม่เห็นว่าจะนำพาประเทศออกจากจุดนั้นได้อย่างไร” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

ด้าน “นายภาคภูมิ บูลย์ประมุข” สส.ตาก พรรคกล้าธรรม (กธ.) อภิปรายว่า งบที่มีการเติบโตก้าวกระโดดคือกระทรวงดีอีที่เพิ่มขึ้น ร้อยละ 33.6 และกระทรวงการคลัง เพิ่มขึ้น ร้อยละ 11.6 กระทรวงดีอี ปีนี้งบประมาณ 13,625.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ร้อยละ 33.6 เพิ่มแบบแหกทุกกฎเกณฑ์ สมเป็นกระทรวงของลูกเทพ แม้จะเห็นด้วยในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี แต่อยากให้มีความคุ้มค่า และมีการจัดซื้อจัดจ้างอย่างโปร่งใส
ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยโครงการ TH-AI Passport พร้อมตั้งข้อสงสัยว่า การที่เพิ่มงบเพราะเห็นว่ากระทรวงมีความสำคัญ หรือมีคนสำคัญมาคุมกระทรวง ขณะที่การปรับลดงบประมาณจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ซึ่งลดลงจากกว่า 26,000 ล้านบาทในปี 2569 เหลือเพียงประมาณ 4,200 ล้านบาทหรือลดลงกว่า ร้อยละ 83 จึงหวังว่านายกฯ จะจัดสรรงบลงจังหวัดให้มีความเสมอภาคเท่าเทียม ไม่ใช่ว่าอันไหนไม่ใช่จังหวัดฉัน หรือเป็นสีนี้แล้วไม่ให้ ขออย่าได้ทำ และหากมีการวิ่งเต้นของบ ก็ไม่รู้ว่าจะมีคนนอกรัฐบาลมาตัดสินใจหรือไม่

ขณะที่ “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายว่า จากการศึกษาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ มองไม่เห็นอนาคต เกิดจากโครงสร้างงบประมาณ มาถึงจุดที่การจัดเก็บรายได้ทั้งหมด มีเพียงพอสำหรับงบประจำ กับการใช้หนี้เท่านั้น โดยสัดส่วนภาษีอากรเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) อยู่ที่ประมาณ 14.6% ต่ำสุดในประวัติศาสตร์ ดังนั้นถึงเวลาที่ต้องปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถดูแลความต้องการของประชาชนได้ การลงทุนจึงแทบไม่มีโครงการอะไรใหม่ นอกจากการพยายามผลักดันโครงการที่ไม่คุ้มค่าก็คือแลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้านบาท ตกลงทิศทางในเรื่องของบุคลากรภาครัฐคืออะไร ในเมื่อเทคโนโลยีเข้ามา ระบบบำเหน็จบำนาญ ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลจะเป็นอย่างไร ที่ไม่ให้เงินทั้งหมดนี้ มาจบลงอยู่แค่เพียงตรงนี้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า กระทรวงทบวงกรมส่วนใหญ่ ต้องรับเงินลดลง ถามว่ามีการลงทุนอะไรที่เพิ่มขึ้นที่ชัดเจน กระทรวงที่ได้เยอะคือกระทรวงดีอี เงินที่เพิ่มขึ้นน่าจะชี้แจงว่า เป็นการลงทุนในระบบคลาวด์ (Cloud) ตนไม่เถียงเรื่องความจำเป็นของระบบคลาวด์ แต่อยากจะบอกว่า งบกระทรวงดีอีที่เพิ่มขึ้น ก็ยังไม่สามารถทำให้เรามองเห็นถึงวิสัยทัศน์ และยุทธศาสตร์ของการที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ ได้อย่างแท้จริงอย่างไร เป็นงบเช่นเดียวกับอีกหลายกระทรวง ที่ใส่ชื่อปัญญาประดิษฐ์เข้าไปตามกระแส และเป็นการใช้เทคโนโลยีโดยปราศจากความชัดเจนว่าจะลงทุนให้ประเทศไทยนั้น สามารถได้ประโยชน์ หรือสร้างมูลค่าให้กับตัวเองจากเทคโนโลยีเหล่านี้ได้อย่างไร
ดูเหมือน “กระทรวงดีอี” จะถูกจับตามองเป็นพิเศษ และถูกวิจารณ์ว่า ยังไม่สามารถทำให้เรามองเห็นถึงวิสัยทัศน์ และยุทธศาสตร์ของการที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ ได้อย่างแท้จริงอย่างไร จึงเป็นการบ้านที่ท้าทาย “นายไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดีอี จะต้องสร้างผลงานให้เป็นที่ยอมรับได้หรือไม่
ทีมข่าวการเมือง



