นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) เปิดเผยว่า จากการหารือร่วมกัน 3 ฝ่ายเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้แก่ รฟท., สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(สกพอ.) และบริษัท เอเชีย เอรา วัน(กลุ่มซีพี) เอกชนคู่สัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูง(ไฮสปีด)เชื่อมสามสนามบิน(ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ได้ข้อสรุป 2 แนวทางที่จะเสนอคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) พิจารณาในเดือน ส.ค.2569 ประกอบด้วย 1.การแก้ไขสัญญาฯ ตามร่างสัญญาฯ ที่ผ่านความเห็นชอบจากสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว หาก กพอ. และคณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบก็เดินหน้าโครงการฯ ต่อไป

และ 2.หากไม่แก้ไขสัญญาฯ ต้องเข้าสู่กระบวนการสิ้นสุดสัญญา
นายอนันต์ กล่าวอีกว่า ทางเอกชนแจ้งว่า หากไม่มีการแก้ไขสัญญาฯ ก็เดินต่อไม่ไหว ไม่สามารถดำเนินโครงการต่อไปได้ เนื่องจากปัญหาขณะนี้คือ ต้องหาแหล่งเงิน กับเงินกู้ เพราะปัจจุบันสถาบันการเงินไม่เชื่อมั่นภายหลังจากเกิดสถานการณ์โควิด-19 ปริมาณผู้โดยสารเดินทางลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ความคุ้มค่าในการลงทุนลดลง ดังนั้นโจทย์สำคัญในเวลานี้คือจะทำอย่างไรให้สถาบันการเงินกลับมาเชื่อมั่น เพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อได้
นายอนันต์ กล่าวต่อว่า ในทางกฎหมายเนื่องจากโครงการดังกล่าวเป็นการร่วมลงทุน ไม่ใช่การจ้างงาน จึงไม่ใช้คำว่าบอกเลิกสัญญา แต่จะใช้คำว่าสิ้นสุดสัญญา เมื่อมีปัญหาก็ต้องมาเจรจา และแก้ไขปัญหาร่วมกัน ซึ่งในสัญญาฯ มีการกำหนดเงื่อนไขรองรับไว้หลายกรณี อาทิ ส้ินสุดสัญญา เพราะครบกำหนดเวลา 50 ปี หรือสิ้นสุดเพราะไม่สามารถออกหนังสือแจ้งให้เอกชนเริ่มงาน(NTP) ได้ หรือสิ้นสุดเพราะต่างฝ่ายต่างแก้ไขปัญหาจนสุดความสามารถแล้ว เป็นต้น หากต้องสิ้นสุดสัญญาก็ต้องดูว่า เข้าเงื่อนไขสาเหตุใด และแต่ละฝ่ายต้องปฏิบัติอย่างไร ส่วนเงินลงทุนที่แต่ละฝ่ายดำเนินการไปแล้ว ก็ต้องมาดูว่าจะตกลงกันอย่างไร อาทิ รฟท. เวนคืนพื้นที่ และรื้อย้ายสาธารณูปโภค ส่วนเอกชน ลงทุน อาทิ เตรียมพื้นที่ก่อนเริ่มก่อสร้าง และปรับปรุงตัวระบบ และซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ คาดว่ารวมยังไม่ถึง 1 หมื่นล้านบาท
นายอนันต์ กล่าวอีกว่า สำหรับการบริหารรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ตามบันทึกข้อตกลง(MOU) จะสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.2569 ซึ่งยังมีเวลาที่จะต้องไปหาแนวทางว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป หากต้องสิ้นสุดสัญญาการร่วมลงทุนโครงการฯ โดย รฟท. ไม่ต้องการให้การเดินรถหยุดชะงัก จะเร่งหาวิธีการให้กระทบผู้โดยสารน้อยที่สุด
นายอนันต์ กล่าวด้วยว่า ส่วนพื้นที่ทับซ้อนสัญญา 4-1 ช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง ของโครงการรถไฟไฮสปีดไทย-จีน ระยะที่ 1 ได้เจรจากับเอกชนแล้ว โดยเอกชนไม่ขัดข้องให้ รฟท. นำงานส่วนนี้กลับมาทำเอง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมโครงการฯ ที่มีแผนจะเปิดให้บริการในปี 2574 โดย รฟท. อยู่ระหว่างนำแบบทางวิศวกรรมอันแรกที่ไม่มีรถไฟไฮสปีดเชื่อมสามสนามบินมาทบทวนอีกครั้ง รวมทั้งสรุปวงเงินที่ต้องใช้ดำเนินการ ก่อนเสนอคณะกรรมการ(บอร์ด) รฟท. และกระทรวงคมนาคม เพื่อเสนอขออนุมัติจาก ครม. ต่อไป ซึ่งตั้งเป้าหมายต้องให้ ครม.อนุมัติภายในปี 2569 เพื่อเริ่มก่อสร้างในปี 2571 แล้วเสร็จ และเปิดได้ทันให้บริการในปี 2574
นายอนันต์ กล่าวอีกว่า หากโครงการรถไฟเชื่อมสามสนามบินไม่ได้ดำเนินโครงการต่อไป ก็ยังมีเส้นทางรถไฟสายตะวันออกที่สามารถให้บริการในพื้นที่อีอีซีได้ ส่วนจะเปิดประมูลหาผู้ร่วมลงทุนรายใหม่หรือไม่ ยังตอบไม่ได้ ต้องหารือกับอีอีซีก่อน
“ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์” รายงานว่า ก่อนหน้านี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานบอร์ด อีอีซี ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนว่า จะไม่มีการแก้ไขสัญญาฯ ดังนั้นจึงมีแนวโน้มว่าโครงการรถไฟไฮสปีดเชื่อมสามสนามบิน จะต้องสิ้นสุดสัญญา.



