เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ให้ติดตามกรณีลูกเรือสายการบินของไทยถูกทางการออสเตรเลียจับกุม หลังตรวจพบสารเสพติดซุกซ่อนอยู่ในสัมภาระที่นำเข้าประเทศ พร้อมขอให้สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ประสานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ

พร้อมทั้งได้ให้ พล.อ.อ.มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการ กพท. ขอให้เชิญสายการบิน, บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท., หน่วยงานด้านศุลกากร และหน่วยงานปราบปรามยาเสพติด มาประชุมหารือ เพื่อกำหนดมาตรการเพิ่มเติม รวมทั้งการเข้มงวดกับลูกเรือในการรับฝาก หรือรับหิ้วสิ่งของ การยกระดับการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างหน่วยงาน และเพิ่มการประสานงานด้านการข่าว เพื่อให้สามารถตรวจจับความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยต้องดำเนินการควบคู่กับการรักษามาตรฐานการให้บริการผู้โดยสารไม่ให้ได้รับผลกระทบเกินความจำเป็น

อย่างไรก็ตามจากข้อมูลเบื้องต้นพบว่า ลูกเรือรายดังกล่าวเดินทางปฏิบัติหน้าที่ในเที่ยวบินจากประเทศไทยไปยังนครเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ที่ผ่านมา ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ปลายทางเรียกตรวจ และพบว่ามีการนำถุงผ้าจำนวนหนึ่งจากประเทศไทยเข้าไป โดยภายในซุกซ่อนสารเสพติดไว้ ปัจจุบันลูกเรือถูกควบคุมตัว เพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีของศาลออสเตรเลีย

นายภัทรพงศ์ กล่าวอีกว่า ตามมาตรฐานการรักษาความปลอดภัย ลูกเรือทุกคนต้องผ่านการตรวจค้นเช่นเดียวกับผู้โดยสารทั่วไป แม้ว่าที่สนามบินของไทยจะมีช่องทางพิเศษ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกเรือผ่านขั้นตอนตรวจค้นได้รวดเร็วขึ้น แต่ยังคงต้องผ่านการตรวจทั้งตัวบุคคล และสัมภาระตามมาตรฐานสากล ทั้งนี้การตรวจค้นของสนามบินมุ่งเน้นการค้นหาวัตถุอันตราย อาวุธ หรือวัตถุระเบิดที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของอากาศยานเป็นหลัก โดยเจ้าหน้าที่ได้รับการฝึกอบรมและใช้อุปกรณ์ตามมาตรฐาน ซึ่ง กพท. จะเข้าตรวจประเมินระบบเป็นระยะ

นายภัทรพงศ์ กล่าวต่อว่า สำหรับการลักลอบนำเข้าสิ่งผิดกฎหมาย เช่น ยาเสพติด สัตว์ พืช หรือสิ่งของต้องห้ามอื่น ๆ สนามบินจะประสานการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ศุลกากร และหน่วยงานด้านปราบปรามยาเสพติด เพื่อสนับสนุนข้อมูลข่าวสาร และร่วมตรวจสอบเพิ่มเติม หากเจ้าหน้าที่พบสิ่งต้องสงสัย โดยที่ผ่านมา ระบบดังกล่าวสามารถตรวจจับการกระทำผิดได้อย่างต่อเนื่อง แม้อาจไม่ได้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจมากนัก

นายภัทรพงศ์ กล่าวด้วยว่า กรณีนี้ลูกเรือได้ผ่านการตรวจตามขั้นตอนของสนามบินต้นทางแล้ว แต่เนื่องจากการตรวจด้านความปลอดภัยส่วนใหญ่จะเน้นค้นหาวัตถุอันตรายต่อการบิน ประกอบกับการซุกซ่อนสารเสพติดเป็นไปอย่างแนบเนียน จึงอาจหลุดรอดจากการตรวจได้ ขณะที่เมื่อเดินทางถึงปลายทาง เจ้าหน้าที่ออสเตรเลียมีการตรวจค้นเพื่อสกัดการลักลอบนำเข้าสารเสพติดและของผิดกฎหมายโดยตรง จึงสามารถตรวจพบได้