เมื่อวันที่ 1 ก.ค. ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อาจารย์วิชา นวัตกรรมกระบวนการสันติภาพ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม อดีตที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน เขียนบทความเรื่อง One Map แผนที่รัฐเปลี่ยนได้…แต่แผนที่ชีวิตประชาชน เนื้อหาระบุว่า ครั้งหนึ่ง… ผมมีโอกาสลงพื้นที่รับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชนเกี่ยวกับ “ที่ดินทำกิน”  ผมตั้งใจไปในฐานะผู้ฟัง มากกว่าผู้พูด เพราะผมเชื่อเสมอว่า นโยบายที่ดี ไม่ได้เริ่มจากห้องประชุม แต่เริ่มจากการรับฟังเสียงของประชาชนในพื้นที่จริง

วันนั้น ผมได้ฟังเรื่องราวของเกษตรกรหลายครอบครัวที่ถือครองที่ดิน ส.ป.ก. มานานหลายสิบปี พวกเขาได้รับเอกสารสิทธิจากหน่วยงานของรัฐอย่างถูกต้อง ทำกินมาตลอดชีวิต ส่งลูกเรียนหนังสือ สร้างครอบครัว และใช้ผืนดินผืนนั้นเป็นความหวังของคนทั้งบ้าน

แต่แล้ววันหนึ่ง… เมื่อประเทศไทยมีการจัดทำ One Map เพื่อให้ข้อมูลแผนที่ของทุกหน่วยงานเป็นมาตรฐานเดียวกัน พื้นที่บางแห่งกลับถูกระบุว่าอยู่ในเขตป่าไม้ ทั้งที่ในความเป็นจริง พื้นที่เหล่านั้นไม่มีสภาพเป็นป่ามาเป็นเวลานาน และรัฐเองก็เคยจัดสรรให้ประชาชนทำกินภายใต้กฎหมายของ ส.ป.ก. มาแล้วอย่างถูกต้อง

ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา

คำถามที่ผมยังจำได้จนถึงวันนี้คือ …หากประชาชนได้รับเอกสารจากรัฐโดยสุจริต แล้วเหตุใดประชาชนจึงต้องเป็นผู้รับผลกระทบจากความคลาดเคลื่อนของข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐเอง คำถามนี้ ไม่ใช่คำถามของชาวบ้านเพียงคนเดียว แต่เป็นคำถามที่สะท้อนถึงหลักความเป็นธรรมของการบริหารราชการแผ่นดิน

ผมไม่ได้มองว่าปัญหานี้เป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับกรมป่าไม้ หรือระหว่าง ส.ป.ก. กับหน่วยงานอื่น แต่ผมมองว่า นี่คือความไม่สอดคล้องของระบบข้อมูลภาครัฐ ซึ่งสุดท้ายประชาชนกลับกลายเป็นผู้แบกรับผลกระทบ หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ สิ่งที่ประชาชนสูญเสียอาจไม่ใช่เพียงสิทธิในที่ดินแต่รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อ การพัฒนาแหล่งน้ำ การสนับสนุนจากภาครัฐ การลงทุนด้านการเกษตร และความมั่นคงของครอบครัวที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุคน

ประสบการณ์อีกช่วงหนึ่งของชีวิต ที่ผมได้รับโอกาสทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้หล่อหลอมวิธีคิดของผมอย่างมาก เพราะทำให้เห็นว่า ปัญหาหลายเรื่องของประเทศ ไม่ได้เกิดจากการที่ประชาชนทำผิดกฎหมาย หากแต่เกิดจากความไม่สอดคล้องของกฎหมาย ระเบียบ การใช้อำนาจ หรือการประสานงานระหว่างหน่วยงานของรัฐ จนทำให้ประชาชนผู้สุจริตต้องกลายเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยไม่ควรจะเป็น

บทบาทของผู้ตรวจการแผ่นดิน จึงมิใช่เพียงการรับเรื่องร้องเรียนหรือวินิจฉัยข้อเท็จจริงเท่านั้น แต่ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยังเป็นกลไกสำคัญของรัฐในการค้นหาความเป็นธรรม เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาเชิงระบบ และสร้างความสมดุลระหว่างการบังคับใช้กฎหมายกับการคุ้มครองสิทธิของประชาชน อันเป็นรากฐานสำคัญของการบริหารราชการที่ยึดหลักธรรมาภิบาล

เมื่อผมหวนกลับมานึกถึงปัญหาที่ดินทำกินของพี่น้องประชาชนในวันนั้น จึงอดคิดไม่ได้ว่า หลายกรณีอาจไม่ใช่ข้อพิพาทระหว่างประชาชนกับรัฐ หากแต่เป็นผลจากความคลาดเคลื่อนของระบบราชการที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการหาทางออก

บทเรียนจากการทำงานด้านนี้ ทำให้ผมเชื่อมั่นว่า การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนไม่ใช่การมุ่งหาว่าใครผิดหรือใครถูก แต่คือการร่วมกันออกแบบนโยบายและกลไกของรัฐให้สามารถรักษาทั้งหลักนิติธรรม ความเป็นธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนไว้ได้พร้อมกัน เพราะความยุติธรรมที่ดีที่สุด คือความยุติธรรมที่ประชาชนสัมผัสได้จริงในชีวิตประจำวัน

ยิ่งผมได้ศึกษาเรื่องนี้มากขึ้น ก็ยิ่งเชื่อว่า ประเทศไทยไม่ควรเลือกเพียงด้านใดด้านหนึ่ง ระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติกับการคุ้มครองสิทธิของประชาชน เราควรทำให้ทั้งสองเป้าหมายเดินไปด้วยกัน ผมจึงอยากขอเสนอแนวคิดเชิงนโยบาย เพื่อชวนรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หน่วยงานของรัฐ นักวิชาการ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ร่วมกันพิจารณาและต่อยอด…

ประการแรก รัฐควรคุ้มครองประชาชนที่ได้รับเอกสารสิทธิจากรัฐโดยสุจริต หากไม่มีพฤติการณ์ทุจริตหรือบุกรุกเพิ่มเติม ประชาชนไม่ควรถูกลงโทษย้อนหลังจากความคลาดเคลื่อนของระบบราชการ

ประการที่สอง การพิจารณาพื้นที่ควรอาศัยข้อเท็จจริงในปัจจุบันควบคู่กับข้อมูลแผนที่ หากพื้นที่ไม่มีสภาพเป็นป่าแล้ว เป็นชุมชนเกษตรที่ดำรงอยู่มายาวนาน และรัฐเคยจัดสรรให้ใช้ประโยชน์อย่างถูกต้อง ก็ควรนำข้อเท็จจริงเหล่านี้มาประกอบการตัดสินใจ

ประการที่สาม ควรมีคณะกรรมการร่วมหลายหน่วยงาน ได้แก่ ส.ป.ก. กรมป่าไม้ กรมที่ดิน จังหวัด นักวิชาการ และผู้แทนประชาชน เพื่อพิจารณาเป็นรายกรณีด้วยข้อมูลที่ครบถ้วนและโปร่งใส

ประการที่สี่ ควรเร่งพัฒนาฐานข้อมูลกลางของประเทศ เชื่อมโยงข้อมูล One Map ภาพถ่ายดาวเทียม ข้อมูลการถือครอง และฐานข้อมูลของทุกหน่วยงาน เพื่อป้องกันปัญหาซ้ำรอยในอนาคต

ประการที่ห้า รัฐบาลอาจพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์ระดับชาติสำหรับพื้นที่ทับซ้อนที่เกิดจากการดำเนินงานของรัฐเอง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นมาตรฐานเดียวกัน ลดความแตกต่างในการตีความ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ผมเชื่อมั่นว่า ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หากรัฐบาลสามารถเปลี่ยนปัญหาพื้นที่ทับซ้อนให้เป็นโอกาสในการปฏิรูประบบบริหารจัดการที่ดินของประเทศ โดยยึดหลักนิติธรรม ความเป็นธรรม และการมีส่วนร่วมของประชาชน ประเทศไทยจะไม่เพียงแก้ปัญหาที่ดินทำกินได้เท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างมาตรฐานใหม่ของการบริหารราชการ ที่ทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น ศรัทธา และภาคภูมิใจในระบบราชการไทยได้อย่างยั่งยืน

สำหรับผม เรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงปัญหาที่ดินของพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่เป็นภาพสะท้อนของโจทย์สำคัญในการบริหารประเทศว่า เราจะทำอย่างไรให้การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การใช้เทคโนโลยีด้านข้อมูล และการคุ้มครองสิทธิของประชาชน เดินหน้าไปพร้อมกันได้

ผมเชื่อว่า ประเทศไทยมีนักวิชาการ ข้าราชการ ผู้เชี่ยวชาญ ภาคประชาชน ภาคเอกชน และผู้นำชุมชนที่มีความรู้ ความสามารถ และความปรารถนาดีอยู่เป็นจำนวนมาก หากเรานำความรู้ของทุกฝ่ายมาร่วมกันออกแบบนโยบายบนพื้นฐานของข้อมูล ความเป็นธรรม และข้อเท็จจริง ประเทศไทยย่อมหาทางออกที่ดีที่สุดได้

เพราะท้ายที่สุดแล้ว… แผนที่ คือเครื่องมือของการบริหารประเทศ แต่ประชาชนคือหัวใจของประเทศ แผนที่จึงควรมีไว้เพื่อประชาชน ไม่ใช่ชีวิตของประชาชนมีไว้เพื่อแผนที่ เมื่อทั้งสองสิ่งเดินไปด้วยกัน ประเทศไทยก็จะเดินหน้าไปด้วยกันอย่างมั่นคงและยั่งยืน

หากเห็นว่าประเด็นนี้มีคุณค่าต่อประเทศ ขอเชิญทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล หน่วยงานของรัฐ นักวิชาการ องค์กรวิชาชีพ ภาคประชาชน หรือผู้มีประสบการณ์ในพื้นที่ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เสนอข้อมูล และช่วยกันออกแบบแนวทางที่เป็นธรรมและยั่งยืน เพราะนโยบายที่ดีที่สุด ไม่ได้เกิดจากความคิดของคนคนเดียว แต่เกิดจากปัญญาที่หลอมรวมจากทั้งสังคม เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรักษาทั้งผืนป่าและรักษาหัวใจของประชาชนไว้ได้พร้อมกัน