นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุภายหลังหารือร่วมกับนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรมว่า ส.อ.ท. ได้เสนอมาตรการเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟู และยกระดับอุตสาหกรรมรถกระบะไทย เนื่องจากอุตสาหกรรมรถกระบะไทยที่ผ่านมา ได้รับการยอมรับในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตรถกระบะขนาด 1 ตันที่สำคัญของโลก แต่ล่าสุดยอดผลิตรถกระบะขนาด 1 ตัน เริ่มลดลง โดยเดือน พ.ค. 69 ยอดผลิตลดลงประมาณ 12% เทียบกับปี 68 ซึ่งการรักษาความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมรถกระบะ จึงไม่ใช่เพียงการรักษาผลิตภัณฑ์หนึ่งประเภท แต่เป็นการรักษาฐานอุตสาหกรรมและการจ้างงานของประเทศทั้งระบบกว่า 800,000 รายด้วย
“แผนที่นำเสนอขอให้กระตุ้นความต้องการซื้อและการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี มาตรการด้านสินเชื่อ การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม การบริหารการค้า และการส่งเสริมการใช้พลังงานชีวภาพ เพื่อรักษาฐานการผลิต การจ้างงาน และความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ซึ่งรถกระบะ ถือเป็นสินค้าแชมเปี้ยน ของอุตสาหกรรมไทย มีสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ สูงถึง 90% และมีจำนวนการจ้างงานในอุตสาหกรรมตลอดซัพพาย เชน ครอบคลุมแรงงานทักษะสูงและรากฐานอุตสาหกรรมยานยนต์กว่า 800,000 ราย”
นอกจากนี้ ส.อ.ท. ได้นำเสนอ 7 วาระสำคัญ ต่อกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับบทบาทของ ส.อ.ท. จากองค์กรผู้แทนภาคอุตสาหกรรม สู่การเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ของภาครัฐในการร่วมกำหนดอนาคตภาคอุตสาหกรรมไทย ผ่านการผลักดันนโยบายที่ตอบโจทย์ทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ และการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โดยครอบคลุมตั้งแต่ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อแก้ไขสถานการณ์วิกฤติอุตสาหกรรมรถกระบะไทย, ความร่วมมือเพื่อยกระดับการกำกับดูแลและขยายผลเมด อินไทยแลนด์ สู่ภูมิภาค, การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร, การยกระดับการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมของประเทศไทย, โครงการบาย ไทย, การพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมฮาลาลไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดอาเซียนและสากล รวมทั้งกลไกความร่วมมือระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
“วันนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการพัฒนาเศรษฐกิจ ภาคอุตสาหกรรมต้องเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก การเร่งพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ตลอดจนมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและการค้าระหว่างประเทศที่มีความเข้มงวดมากขึ้น ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทยในทุกระดับ”



