เมื่อวันที่ 6 ก.ค.ที่โรงแรมทีเค.พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น บางกอก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดงานเวทีสื่อสารเชิงนโยบายเพื่อการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางสุขภาวะของเด็กและเยาวชน ผ่านการใช้ชุดสื่อและกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับครู ภายใต้โครงการ “เสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางสุขภาวะของเด็กและเยาวชน ในการป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงต่อการสูบบุหรี่ไฟฟ้า” เพื่อแลกเปลี่ยนและกำหนดทิศทางนโยบายเพื่อการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางสุขภาวะของเด็กและเยาวชน

นางอรุณี จิรมหาศาล ผู้ช่วยเลขาธิการ สพฐ. กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้จัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิ์ เสรีภาพ และความปลอดภัย ซึ่งจะมีการกำหนดนโยบายจากส่วนกลาง และให้เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศเป็นฐาน คัดเลือกกิจกรรมการเรียนรู้เกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ โดยเฉพาะบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า ที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ ผลจาการดำเนินงาน พบว่าเด็กนักเรียนได้รับประโยชน์เรื่องความตระหนักรู้ การสร้างเกราะป้องกันจากบุหรี่ไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม แต่ละพื้นที่อาจจะมีความรุนแรง หรือความเสี่ยงแตกต่างกัน หากกิจกรรมที่ดำเนินการอยู่ไม่ได้ผล จำเป็นต้องหากิจกรรมอื่นมาทดแทน และหากมีอุปสรรค์ในการดำเนินการสามารถสื่อสารและรายงานผู้บริหาร เพื่อให้สพฐ. เข้าไปให้การสนับสนุน หรือช่วยเหลือได้เต็มที่

นางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. กล่าวว่า ปัจจุบันมีการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าเป็นวงกว้าง เป็นภัยคุกคามต่อสุขภาวะและพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน จากผลสำรวจรายงานผลิตภัณฑ์ยาสูบไฟฟ้ารูปแบบใหม่ ปี 2568 โดยมหาวิทยาลัยมหิดล และผลสำรวพอตเค-ยาเสพติด ปี 2569 จัดทำโดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบร้านค้าบุหรี่ไฟฟ้าในออนไลน์ 88.3% มีเครือข่ายร้านค้าออนไลน์สูงถึง 282 บัญชี ใน 40 จังหวัด เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบและจับกุม โดยบุหรี่ไฟฟ้ารูปแบบใช้แล้วทิ้ง (Disposable pods) มียอดขายดีที่สุด 89.3% และมีบุหรี่ไฟฟ้าผสมยาเสพติด(Cross-sell) 17.3% เช่น เคตามีน ไอซ์ และสารอีโทมิเดท รวมถึงพอดเค (K-pods) มักถูกแฝงมาในแบรนด์บุหรี่ไฟฟ้าชื่อดัง ส่งผลให้ผู้ปกครองและครูไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเด็กกำลังสูบบุหรี่ไฟฟ้าทั่วไปหรือยาเสพติด ขณะที่กลุ่มตัวอย่างระบุว่า มีเพื่อนใช้บุหรี่ไฟฟ้า 75.9% เคยถูกชักชวนให้ลองใช้ 85.3% สะท้อนว่าเพื่อนมีผลต่อการลองใช้บุหรี่ของเยาวชน

“สสส. มุ่งขับเคลื่อนการสร้างเสริมภูมิคุ้มทางสุขภาวะของเด็กและเยาวชน ป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงต่อการสูบบุหรี่ไฟฟ้า โดยสร้างความร่วมมือกับผู้ปกครอง ครอบครัว ครู สถานศึกษา และชุมชน โดยสร้างเครือข่ายแกนนำเยาวชนคนรุ่นใหม่และครู 31,989 คน ครอบคลุมสถานศึกษาทั้งโรงเรียนประถม-มัธยม สังกัด สพฐ.1,508 แห่ง โรงเรียนสังกัด กทม.437 แห่ง กรมส่งเสริมการเรียนรู้ 928 แห่ง สถาบันอาชีวะศึกษา 60 แห่ง มหาวิทยาลัย 236 แห่ง  ศูนย์การเรียนรู้ 150 แห่ง และชมรม GenZ 590 ชมรม มีกลุ่มเป้าหมายครอบคลุมทุกวัยเรียนตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงระดับอุดมศึกษา” นางสาวรุ่งอรุณ กล่าว

นางสาวรุ่งอรุณ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ผลการสำรวจความรอบรู้ด้านสุขภาพ ประเด็นปัจจัยเสี่ยงเหล้า บุหรี่ อุบัติเหตุ การพนัน ปี 2568 พบโรงเรียนในเครือข่าย สสส. มีความรอบรู้ทางสุขภาพ ตระหนักรู้ถึงอันตรายของปัจจัยเสี่ยงในระดับสูงและเชี่ยวชาญรวมกันได้ 54.47% ขณะที่โรงเรียนนอกเครือข่าย มีความรอบรู้ทางสุขภาพในระดับสูงและเชี่ยวชาญต่ำกว่าอยู่ที่ 41% ทั้งนี้ สสส. เตรียมขยายผลการดำเนินงาน โดยบูรณาการนวัตกรรมร่วมกับข้อมูล สื่อ ชุดความรู้บุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า นำไปออกแบบมุ่งเน้นการสร้างการเรียนรู้ได้จริง เชื่อมประสานการทำงานร่วมกับโรงเรียนในสังกัด สพฐ. และโรงเรียนเครือข่าย เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางสุขภาวะให้กับเด็กและเยาวชนโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน สร้างการเรียนรู้และส่งต่อชุดความรู้ไปยังนักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน

ขณะที่ ผศ.ดร.สุรศักดิ์ เก้าเอี้ยน อาจารย์ประจำภาควิชาวิจัยและจิตวิทยาการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะหัวหน้าหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยเพื่อการพัฒนาการเด็กและเยาวชน กล่าวว่า เครือข่ายวิชาการ และ สสส. ร่วมกันใช้แนวคิดโรงเรียนเป็นฐาน โดยผลิตชุดสื่อและกิจกรรมสำหรับครูเพื่อใช้สื่อสารกับนักเรียน เพื่อเพิ่มศักยภาพครูในการบูรณาการองค์ความรู้เชิงสุขภาวะต่อการใช้บุหรี่ไฟฟ้าให้เข้ากับเนื้อหาในรายวิชาที่ครูรับผิดชอบ การจัดหลักสูตรเสริม การสื่อสารกับผู้ปกครองและชุมชน ซึ่งหลังดำเนินการ 18 เดือน ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทางสุขภาวะต่อการใช้บุหรี่ไฟฟ้าสูงขึ้นให้เด็กและเยาวชนอายุ 6-18 ปี ได้ประมาณ 7,000 คน สร้างกลุ่มแกนนำเด็กและเยาวชนในสถานศึกษา 26 แห่ง ผ่านการขับเคลื่อนโครงการระดับสถานศึกษา 80 โครงการ เกิดชุดความรู้และกระบวนการสื่อสารเชิงสุขภาวะในทุกๆ โครงการ เผยแพร่ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ไปยังเด็กและเยาวชนกลุ่มอื่นๆ ทั่วประเทศ ทั้งนี้ผลสำเร็จที่ได้นี้จะนำไปประยุกต์ใช้ในการขับเคลื่อนงานระยะต่อไป.