งานวิจัยเรื่อง “การได้รับอิทธิพลจากการตลาดอาหารอย่างสม่ำเสมอมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของดัชนีมวลกาย และเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการเกิดภาวะน้ำหนักเกิน โรคอ้วน และโรคไม่ ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในอนาคต   ภายใต้กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์   ได้สรุปผลแถลงข่าวการสร้างความรู้เท่าทันโฆษณาและการตลาดอาหารคู่ขนานกับการสร้างมาตรการทางกฎหมายเพื่อปกป้องสุขภาพเด็ก: ป้องกันโรคอ้วนและ NCDs ลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพได้”

นางสาวพัชรพร พงษ์ทัดศิริกุล ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการรู้เท่าทันและเฝ้าระวังสื่อ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ทางโครงการจึงจัดทำสื่อการเรียนรู้ประกอบด้วยหนังสือ 3 เล่มสำหรับพ่อแม่สอนลูก และหนังสือการ์ตูนที่จะกระจายไปยังศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียนอนุบาลทั่วประเทศ รวมถึงแอนิเมชันชุด “นักสืบโฆษณา” เพื่อให้เด็กไทย “ดูออก” และแยกแยะระหว่างความบันเทิงกับการโฆษณาที่ต้องการขายของได้, ภายใต้แนวคิด “I’m alert and I’m aware” เพื่อให้เด็กมีความรู้เท่าทันสื่อ เลือกที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อ และเลือกที่จะซื้อหรือไม่ซื้อด้วยตัวเอง

นอกจากนี้ลงพื้นที่ 20 โรงเรียน อบรมเด็กมัธยมกว่า 600-700 คน สอนเรื่องเทคนิคโฆษณาและให้เด็กใช้ AI สร้างคลิปสั้นสื่อสารกับเพื่อนวัยเดียวกัน ซึ่งได้ผลงานกว่า 1,000 คลิป โดยผลงานทั้งหมดถูกรวบรวมไว้เป็นคลังสื่อในรูปแบบ Media Library บนเว็บไซต์และ YouTube เพื่อให้ครูและผู้ปกครองนำไปใช้สอนลูกหลาน      

จากการศึกษาพบว่าเด็กๆ เห็นโฆษณาอาหารเหล่านี้บ่อยมากเพราะบริษัทมีงบโฆษณาสูง โดยร้อยละ 76 เห็นจากพ่อแม่, ร้อยละ 70 เห็นจากร้านสะดวกซื้อใกล้บ้าน และร้อยละ 25 เห็นผ่านแอปพลิเคชันหรือเกมออนไลน์ ซึ่งเป็นการตลาดที่มุ่งเป้าตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเด็ก ผลวิจัยระบุว่าร้อยละ 45 ของเด็กจะชอบอาหารทันทีที่เห็นภาพโฆษณา และร้อยละ 38 ยอมรับว่าซื้อตามโฆษณาจนนำไปสู่การติดรสชาติหวาน เค็ม และไม่ยอมทานอาหารอย่างอื่น ซึ่งรสนิยมนี้จะติดตัวเด็กไปเรื่อยๆ

นางสาวพัชรพร  กล่าวว่างานวิจัยพยายามสนับนุนให้เปลี่ยนเชิงโครงสร้างเพราะฉลากอาหารปัจจุบันอ่านยากและต้องใช้คณิตศาสตร์คำนวณแคลอรี่, มีข้อเสนอให้ไทยใช้ “ฉลากเตือน” (Warning Label) ด้านหน้าบรรจุภัณฑ์แบบประเทศเม็กซิโก เป็นสัญลักษณ์สีดำระบุชัดเจนว่า “หวานเกิน” หรือ “เค็มเกิน” เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้ง่ายโดยไม่ต้องใช้แว่นขยายส่อง,

“การมีฉลากเตือนนี้ยังกดดันให้ผู้ผลิตต้องปรับสูตรอาหารลดหวาน มัน เค็ม เพื่อเลี่ยงการติดสัญลักษณ์เตือนหลายตัว ปัจจุบันเราได้จัดทำเว็บไซต์ FoodAlert.org เพื่อรวบรวมเสียงสนับสนุนจากภาคประชาชนในการขับเคลื่อนนโยบายฉลากเตือนนี้ เพราะในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเม็กซิโกที่มีรายได้ประชากรใกล้เคียงกับเรา สามารถทำได้เพื่อปกป้องสุขภาพของคนในประเทศ ซึ่งขณะนี้มีการเจรจากับภาคอุตสาหกรรมและพยายามผลักดันกฎหมายควบคุมการโฆษณาอาหารสำหรับเด็กอายุต่ำกว่าเกณฑ์ เพื่อลดการใช้สีสันและเทคนิคจูงใจที่เด็กไม่สามารถแยกแยะได้ตามธรรมชาติ”ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการรู้เท่าทันและเฝ้าระวังสื่อ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าว

ทั้งนี้โครงการนี้ไม่ได้ทำเพื่อต่อต้านบริษัทอาหาร แต่ทำเพื่อให้เด็กเห็นโฆษณาแล้วเข้าใจว่ามีอะไรอยู่ข้างในผลิตภัณฑ์ เพื่อให้สามารถพิจารณาและตัดสินใจเลือกทานเองได้อย่างเหมาะสม ซึ่งการสื่อสารระหว่างเยาวชนด้วยกันเองในวัยเดียวกันจะมีประสิทธิภาพมากกว่า เพราะเด็กๆมีวิธีสื่อสารและสไตล์ที่เข้าใจกันเองได้ดีกว่าคนรุ่นอายุ 40-50 ปี

นางสาวพัชรพร กล่าวว่าปัญหาสำคัญในปัจจุบันคือ สื่อโฆษณามีอิทธิพลอย่างมากต่อพฤติกรรมของเด็ก โดยเฉพาะการใช้สีสันที่ฉูดฉาดและการนำเสนอที่ดึงดูดใจ ทำให้เด็กเกิดความต้องการซื้อและบริโภคสินค้าเหล่านั้น แม้ผู้ปกครองจะตระหนักถึงผลเสีย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ใหญ่ไม่สามารถดูแลหรือห้ามปรามเด็กในการเลือกซื้อขนมได้ตลอดเวลา

ช่องทางที่เด็กเข้าถึงสื่อมากที่สุดในปัจจุบันคือ “สื่อออนไลน์” ซึ่งหากสามารถควบคุมและจำกัดการเข้าถึงสื่อเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยควบคุมน้ำหนักและป้องกันภาวะเริ่มอ้วนในเด็กได้ตั้งแต่ต้นทาง การแก้ไขปัญหานี้จึงไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคสาธารณสุข และภาคประชาชน ในการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยให้แก่เด็ก ผ่านการผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติควบคุมการโฆษณาอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็ก

ทันตแพทย์หญิงปิยะดา ประเสริฐสม ผู้จัดการเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน และผู้เชี่ยวชาญในคณะกรรมการยกร่าง พ.ร.บ. ควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพเด็ก กล่าวว่า ในพ.ร.บ.ดังกล่าวได้กำหนดมาตรการสำคัญในการควบคุมและปกป้องเด็กจากสื่อโฆษณา โดยอ้างอิงและพัฒนามาจากแนวทางสากล เพื่อจำกัดการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่เหมาะสมกับเด็ก โดยมีรายละเอียดดังนี้

1.ห้ามใช้เทคนิคการตลาดที่มุ่งเป้าไปที่เด็ก ทั้งสื่อหลักและสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะการใช้ผู้นำทางความคิด (Influencer) ดารา หรือการสร้างกระแสบนโลกออนไลน์เพื่อกระตุ้นยอดขาย

 2.จำกัดการใช้บรรจุภัณฑ์ที่มีสีสันฉูดฉาด (เช่น สีแดง หรือสีเหลือง) หรือการใช้ตัวการ์ตูนและของเล่นแถมพกที่กระตุ้นความยากได้ของเด็ก เพื่อลดแรงจูงใจในการเลือกซื้อสินค้าที่ไม่เหมาะสมกับสุขภาพ

3.ห้ามจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานสารอาหาร (เช่น มีน้ำตาล โซเดียม หรือไขมันสูงเกินเกณฑ์) ภายในบริเวณโรงเรียนและสถานศึกษาที่ต่ำกว่าระดับอุดมศึกษา

 4.ห้ามตราสินค้าหรือบริษัทอาหารและเครื่องดื่มเข้ามาทำการตลาด โฆษณา หรือจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายใดๆ ภายในโรงเรียน ทั้งรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และการจัดพื้นที่ตราสินค้าในโรงอาหาร

 5.สถานศึกษาห้ามรับบริจาคอาหาร เครื่องดื่ม หรือเงินสนับสนุนจากบริษัทโภชนาการ หากผลิตภัณฑ์เหล่านั้นไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้านสุขภาพ (ไม่ได้ห้ามรับบริจาคทั้งหมด แต่ให้รับเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมสุขภาพเท่านั้น)

6.กำหนดเกณฑ์คุณค่าทางโภชนาการ (Nutrient Profiling) ของอาหารและเครื่องดื่มอย่างเป็นระบบ เพื่อแยกแยะผลิตภัณฑ์ที่อนุญาตและไม่อนุญาตให้ทำการตลาดกับเด็ก

7.ห้ามบริษัทสินค้าที่ไม่ผ่านเกณฑ์สนับสนุนอุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา หรือชุดกีฬาที่มีการประทับตราโลโก้สินค้า เพื่อป้องกันการสร้างภาพจำและการผูกพันกับแบรนด์ในกลุ่มเด็ก

8.จำกัดไม่ให้บริษัทสินค้าที่ไม่ผ่านเกณฑ์เข้ามาจัดกิจกรรมในลักษณะ CSR หรือกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์กับเยาวชน เพื่อไม่ให้ใช้ช่องทางนี้ในการโฆษณาแฝง

9.ห้ามจัดกิจกรรมที่กระตุ้นความสนใจของเด็กโดยตรง เช่น การแจกชิมของรางวัล การลดแลกแจกแถม หรือการจัดกิจกรรมชิงโชคที่ออกแบบมาเพื่อจูงใจเด็ก โดยกลไกนี้จะต้องทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น (เช่น กรุงเทพมหานคร และกระทรวงที่เกี่ยวข้อง) ในการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

ด้านดร.แพทย์หญิงสุธี สฤษฎีศิริ ผู้อำนวยการกองสร้างเสริมสุขภาพ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ในฐานะหมอ มองว่าคนส่วนใหญ่มักคิดว่าตัวเองไม่เสี่ยงต่อโรค NCDs เช่น เบาหวาน ความดัน หรือโรคไต จนกว่าจะได้ตรวจ, ประสบการณ์จากวัยเด็กมีความสำคัญมาก ในอดีตเรามักถูกหลอกด้วยสื่อและการสร้างวัฒนธรรมการกินในโรงเรียน การติดหวานตั้งแต่วัยเด็กส่งผลให้เกิดภาวะดื้ออินซูลินและไขมันพอกตับในอนาคต,

ในส่วนของ กทม. พบว่าผู้ใหญ่มีภาวะอ้วนเกิน 50% ส่วนเด็กในโรงเรียนสังกัด กทม. 437 แห่ง มีภาวะอ้วนและเริ่มอ้วนอยู่ที่ 15.8% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์เป้าหมายที่ 10.5%, โดยเฉพาะเด็กผู้ชายจะมีสัดส่วนความอ้วนสูงกว่าเด็กผู้หญิง กทม. จึงมีนโยบายจัดการเมนูอาหารกลางวันล่วงหน้า ส่งเสริมกิจกรรมทางกายด้วยเครื่องนับก้าว และให้ความรู้เรื่องความฉลาดทางสุขภาวะ (Health Literacy) โดยให้ผู้ปกครองและครูช่วยกันติดตามผลเพื่อให้เด็กเรียนรู้การรักษาสมดุลในการกิน

น.ส.พัชรพร พงษ์ทัดศิริกุล ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการรู้เท่าทันและเฝ้าระวังสื่อ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันเด็กไทยไม่ได้เติบโตมากับสื่อเพื่อความบันเทิงหรือความรู้เท่านั้น แต่กำลังถูกห้อมล้อมด้วยสื่อเพื่อการตลาดตลอด 24 ชั่วโมง ความท้าทายจึงไม่ใช่การปิดกั้นสื่อ แต่คือการสร้างทักษะให้เด็กสามารถวิเคราะห์และตั้งคำถามได้ ซึ่งการรู้เท่าทันสื่อคือภูมิคุ้มกันสำคัญในศตวรรษที่ 21 เพื่อช่วยให้เด็กไทยสามารถ “คิดก่อนเชื่อ คิดก่อนแชร์ และคิดก่อนซื้อ

ทั้งนี้จากงานวิจัยดังกล่าวได้จัดทำนิทรรศการ ALERT & AWARE จะจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 8-12 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 – 20.00 น. โดยจำลองพื้นที่เป็น  ณ ลานนิทรรศการ ชั้น L หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (เข้าชมฟรี) โดยจำลองพื้นที่เป็น “ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งการตื่นรู้และดูออก” (The Mart of Being Alert and Aware) เปลี่ยนประเด็นวิชาการให้เป็นศิลปะจัดวาง (Installation Art) ผ่าน 8 จุดเช็กอินไฮไลท์