เมื่อวันที่ 12 ก.ค. ที่รัฐสภา นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า พวกเรามีความรู้สึก มีความคิด เราก็เป็นคนที่รู้สึกอยากเห็นบ้านเมืองเดินไปได้ด้วยดี เชื่อว่า กกต.ที่ดูอยู่ หรือที่ดูย้อนหลังควรจะมีจิตสำนึก ตนที่อายุมากกว่าก็อยากจะเตือนแบบตรงไปตรงมา วันนี้เห็นชัดเจนมากตั้งแต่เรื่องโพย ตนเป็น สว.มาจากการเลือกตั้งตั้งแต่ปี 2543 ที่เข้ามาทำงานด้วยความเป็นอิสระแต่สุดท้ายก็ถูกแทรกซึมและแทรกซื้อ จึงมีโพยคล้ายๆ กันในการเลือกองค์กรอิสระ ทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และศาลรัฐธรรมนูญ นอกจากนั้นพยานบุคคลยังชัดเจนซึ่งตอนแรกเข้าใจว่ามีการจ้างมาโหวต แต่สืบไปสืบมีการเก็บเกี่ยวระหว่างทาง ทำทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้ ซึ่งนี่ไม่รวมถึงเรื่องของการหลอกให้ลงคะแนนยิ่งกว่าสแกมเมอร์ ที่หลอกกันหลายชั้น การที่จะได้อำนาจในสภาผู้แทนราษฎรใช้วิธีซื้อเสียง แต่นี่คือการซื้อโหวตเตอร์ ซึ่งเรื่องนี้การซื้อตัวระหว่างโหวต ในสภาก็เป็นการซื้องูเห่า และซื้อแต่ละโหวต 

นายเจิมศักดิ์ กล่าวว่า มูลเหตุจูงใจในการทำเรื่องนี้ชัดเจน เพราะเมื่อได้ สว. จะกลับมาด้วยองค์กรอิสระ และไปซื้อบ้านใหญ่ ซื้อกลุ่มการเมืองเพื่อให้ได้จัดตั้งรัฐบาล ในการเป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร และต้องอย่าลืมว่า สว.ยังให้การรับรองบุคคลสำคัญทั้งอัยการสูงสุด ประธานศาลปกครอง คิดว่าเรื่องนี้เป็นการกินรวบที่มีมูลเหตุจูงใจชัดเจนว่าต้องการที่จะผูกขาดอำนาจรัฐโดยระบบทุน ซึ่งเป็นเรื่องชั่วร้ายไม่ต่างจากเผด็จการโดยปืน แต่นี่คือเผด็จการโดยทุน เป็นเผด็จการที่มีเครือข่ายแยบยล ตนในฐานะอดีต สว.และคนเคยร่างรัฐธรรมนูญ บอกว่าการเปิดให้ สว.เลือกกันเอง แม้จะมีการเลือกไขว้ คิดว่าเป็นการเปิดช่องให้คนที่มีเครือข่ายระดับประเทศที่มีเงินมหาศาลสามารถจัดได้ 

ซึ่งก่อนหน้านี้เชื่อว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นแต่ไม่คิดว่าจะเลวร้ายเท่านี้ คิดเพียงว่าจะมีการชักชวนกันเป็นกลุ่มๆ ไม่เคยคิดว่าจะมีอสูรร้ายที่ทำขนาดนี้ ถ้า กกต.ทำได้ตรงไปตรงมาบ้านเมืองจะดีขึ้นเยอะ เพราะถ้า กกต.ส่งรายชื่อทั้ง 229 คนถึงศาลฎีกา ทั้ง 229 คนจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้ สว.สำรองเลื่อนขึ้นมา 

นายเจิมศักดิ์ กล่าวอีกว่า วันนี้ยังไม่มั่นใจต่อ กกต. เพราะวันนี้ กกต.ส่วนมากก็ของเรา ป.ป.ช.ก็ของเรา ศาลรัฐธรรมนูญก็ของเรา จึงทำเพียงแค่ส่วนหนึ่ง อาจผิด 20-30 คน ให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรม แต่ส่วนตัวกล้าเดิมพันว่า กกต.ไม่กล้ายื่นทั้ง 229 รายชื่อ เพราะกลัวตาย เพราะคำว่า กกต.คือ “กูกลัวตาย” ตายที่ 1 คือตายจากบ้านใหญ่ ตายที่ 2 เพราะจะมีคนเล่นงานเรื่องละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เราก็จะเห็นความยากลำบากตรงนี้ เพราะมีคนคิดแบบประโยชน์ส่วนตน เพราะเมืองไทยคิดแต่ประโยชน์ส่วนตนก่อน ส่วนประโยชน์ของสังคมมาเป็นสุดท้าย