นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยความคืบหน้าของการพิจารณาโครงการการใช้เงินกู้ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน ในส่วน 2 แสนล้านบาท ที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่ยุคพลังงานสะอาด ว่า ขณะนี้คณะกรรมการกลั่นกรองโครงการที่มีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน อยู่ระหว่างการพิจารณาโครงการ  

ทั้งนี้ จะทำเรื่องการสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด ปฏิรูปภาคขนส่ง ลดการนำเข้าดีเซล ประกอบด้วย การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดและการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง โดยเฉพาะรถโดยสารสาธารณะ ซึ่งปัจจุบันประเทศต้องนำเข้าน้ำมันฟอสซิลและดีเซลในปริมาณมหาศาล จึงจะเปลี่ยนผ่านรถยนต์ใช้น้ำมันไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า เช่น รถขนส่งสาธารณะ รถบัส และรถรับจ้างให้เปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้า

ส่วนรถกระบะและภาคขนส่งที่ยังต้องใช้เครื่องยนต์สันดาป รัฐจะส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน เช่น ไบโอดีเซล ซึ่งเป็นการนำน้ำมันปาล์มที่ผลิตได้เองในประเทศมาผสม เพื่อลดสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดีเซลจากต่างประเทศ

สำหรับแนวทางการส่งเสริมใช้พลังงานสะอาดในภาคครัวเรือน รัฐบาลจะเข้าไปสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ โดยกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างหารือกับธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เพื่อจัดทำแพ็กเกจสินเชื่อพิเศษให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์ในที่พักอาศัย เบื้องต้น ธอส. มีมาตรการนำร่องดอกเบี้ย 1% ในช่วง 3 ปีแรก เพื่อลดค่าไฟฟ้าระยะยาว นอกจากนี้ รัฐบาลมีแผนร่วมกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดในประเทศ พร้อมทั้งเร่งพัฒนาทักษะแรงงานให้รองรับกับการติดตั้งและดูแลระบบโซลาร์เซลล์  

ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การกลั่นกรองช่วงแรก คณะกรรมการฯ ให้ความสำคัญสูงสุดกับภาคการขนส่งสาธารณะ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีการใช้งานสูงในแต่ละวัน โดยโครงการที่เสนอเข้ามาจะต้องมุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าภาคขนส่งสาธารณะ ประกอบด้วย รถจักรยานยนต์รับจ้าง รถตุ๊กๆ รถแท็กซี่ รถเมล์ รถบัสวิ่งระหว่างจังหวัด และรถบรรทุกไฟฟ้า

สำหรับแนวทางการอุดหนุนจากรัฐบาลนั้น จะคำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละกลุ่มเป้าหมาย เนื่องจากความต้องการไม่เหมือนกัน ดังนั้น เกณฑ์การให้ความช่วยเหลือจึงถูกออกแบบมาให้หลากหลาย เช่น เงินอุดหนุน สำหรับโครงการที่ต้องการการกระตุ้นในช่วงต้น สินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการสภาพคล่อง หรือ เงินดาวน์เพื่อลดภาระการเข้าถึงเทคโนโลยี

“เบื้องต้นเราจะเน้นในกลุ่มขนส่งสาธารณะก่อน ส่วนในกลุ่มประชาชนทั่วไป จะเป็นระยะถัดไปเพราะปัจจุบันมีมาตรการสนับสนุนอย่างอีวี 3.5 รองรับอยู่แล้ว คณะกรรมการจึงต้องการใช้ทรัพยากรไปที่การวางรากฐานภาคขนส่งสาธารณะให้ได้ก่อน โดยขณะนี้กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม กำลังจัดทำรายละเอียดอยู่”

ทั้งนี้ ยืนยันว่าคณะกรรมการจะยึดหลักการพิจารณาโครงการตามเจตนารมณ์กฎหมายเป็นที่ตั้ง เพื่อให้เกิดความโปร่งใสมีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจชัดเจน โดยมีเกณฑ์การพิจารณาตัดสิน 3 ด้านหลัก คือ ต้องเป็นไปตามระเบียบและข้อกฎหมาย ต้องตรงกับวัตถุประสงค์ของการเปลี่ยนผ่านพลังงานและต้องสร้างผลกระทบเชิงบวกที่ชัดเจนต่อส่วนรวม