เมื่อวันที่ 14 ก.ค. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายอนุรักษ์ จุรีมาศ สส.ร้อยเอ็ด พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธานกมธ. คนที่ 2 เป็นประธานการประชุม เข้าสู่การพิจารณางบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานในกำกับ ทั้งนี้ กมธ.มีข้อซักถามถึงรายละเอียดดำเนินการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบประมาณของสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) ที่พบว่ามีปัญหาต่อการตรวจสอบบัญชี

โดยนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร กรรมาธิการฯ อภิปรายตอนหนึ่งว่า ส่วนของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ที่เสนอของบประมาณ ปี 2570 จำนวน 1,089 ล้านบาท มีข้อพิจารณาว่าสมควรได้รับหรือไม่ จากข้อมูลของผู้สอบบัญชีไม่สามารถให้ความเห็นได้ เพราะมีปัญหาหลายกรณี เช่น รายการเงินสด เทียบเท่าเงินสด 613 ล้านบาท จากการตรวจสอบพบบันทึกรายรับ-รายจ่าย หลายประเภทในบัญชีเงินฝากในธนาคารเดียวกัน โดยนำส่งทะเบียนคุมรายรับรายจ่ายแต่ละประเภทไม่ถูกต้อง ทำให้ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ายอดเงินฝากธนาคารคงเหลือนั้นถูกต้อง และไม่มีวิธีการตรวจสอบอื่นเพื่อให้ตรวจสอบได้ ทำให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินจึงไม่สามารถสรุปได้ว่ายอดเงินฝากถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ นอกจากนั้นในส่วนของลูกหนี้เกษตรกร จำนวน 8,482 ล้านบาท ตรวจสอบเอกสารหลักฐานได้แค่ 708 ล้านบาท อีก 7,773 ล้านบาท ไม่สามารถตรวจสอบหลักฐานได้ และกองทุนไม่สามารถหาหลักฐานมาให้ตรวจสอบได้ เพราะกองทุนไม่ได้จัดทำยอดลูกหนี้คงเหลือ ในวันสิ้นงวดให้ตรวจสอบ

นายชัยวัฒน์ อภิปรายอีกว่า สตง. ได้ตรวจสอบพบว่าข้อมูลที่ส่งมาอีกหลายรายการ เช่น รายงานมูลหนี้คงค้าง มีข้อผิดพลาดและไม่สัมพันธ์กับการบันทึกทางบัญชีหลายรายการ นอกจากนั้นกองทุนไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ทำธุรกรรม จัดส่งข้อมูลรายละเอียอของธุรกรรม และบางกรณีตามรายงานของการสอบข้อเท็จจริง พบว่าลูกหนี้เกษตรกรไม่มีอยู่จริง ทำให้ สตง. ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าลูกหนี้นั้นเป็นลูกหนี้ที่แท้จริง ได้รับการอนุมัติถูกต้อง การบันทึกบัญชีลูกหนี้และค่าใช้จ่ายถูกต้องครบถ้วนหรือไม่

“กรณีที่ลูกหนี้เกษตรกรที่ไม่มีอยู่จริง เป็นอาการหนักมาก และยังมีอีกหลายรายการที่พบการแก้ไขบัญชีย้อนหลังรวมเป็น 10 ปี รวม 12 เรื่อง เงินที่โอนเข้ามา 1,262 ล้านบาท พบหมายเหตุประกอบงบการเงินพบว่า ไม่ทราบผู้โอน อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูล รายงานตรวจเงินแผ่นดินบ่งบอกให้เห็นว่ามีปัญหาหนักต่อการบริหารจัดการ ยิ่งกว่าเล่นขายของ เงินเข้าไม่รู้มาจากไหน เงินออกไปไหนไม่รู้ เกษตรกรบางรายไม่มีตัวตนจริง ผมขอตั้งคำถามว่าเกิดอะไรกับการบริหารกองทุน ที่พบข้อผิดพลาด นอกจากนั้นแล้วจะปรับปรุงแก้ปัญหาอย่างไร” นายชัยวัฒน์ อภิปราย

นายชัยวัฒน์ ซักถามต่อว่า การแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร มี 2 แบบโครงการ คือ โครงการแก้ปัญหาฟื้นฟูหนี้สินที่เป็นองค์กร และ  โครงการแก้ปัญหาฟื้นฟูหนี้สินลูกหนี้ที่เป็นเกษตรกร โดยในปี 2570 มีตัวชี้วัดว่าจะแก้หนี้เกษตรกร ให้ได้  621 ราย ใช้งบ 288 ล้านบาท เมื่อดูตัวเลขงบฯ ตั้งแต่เริ่มจัดตั้งกองทุน ปี 2542 ใช้เงินไปแล้ว 1.6 หมื่นล้านบาท แต่ปัญหาหนี้สินเกษตรกรไม่ลดลง แสดงว่ากองทุนฟื้นฟูทำไม่ได้เป้าหมาย ดังนั้นต้องพิจารณาว่าองค์กรจะอยู่ต่อไปหรือไม่ ขณะที่ยอดคงเหลือของเงิน ปี 2569 มียอดคงเหลือ 613 ล้านบาท และปี 2570 ประมาณว่าจะมียอดเงินคงเหลือ 346 ล้านบาท และปี 2571 เหลือ 514 ล้านบาท และปี 2572 คาดว่าจะเหลือเงิน 11.6 ล้านบาท ยอดเงินคงเหลือที่หายไปจำนวนมากเป็นเพราะอะไร

ขณะที่นางเพียงพนอ บุญกล่ำ กรรมาธิการฯ อภิปรายตอนหนึ่งว่า  สิ่งที่ไม่ได้เห็นในการจัดทำงบประมาณ คืองบประมาณที่เน้นเรื่องผลิตภาพ คุณภาพ และความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ เราคงทราบดีว่าเรื่องปริมาณผลผลิตต่อไร่ของผลผลิตทางการเกษตรหลายชนิดของไทย อย่างเช่น ข้าว ซึ่งเมื่อเทียบกับข้าวของประเทศอื่น ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม อินเดียนั้น พบว่าของไทยยังมีผลผลิตต่ำกว่าของเขา  ถ้าวัดกันที่จำนวนไร่ ก็จะไม่ได้คำตอบว่าจะดีขึ้นอย่างไร และเมื่อพูดถึงภาพรวมของเรื่องเกษตรแปรรูป ก็ยังไม่ได้เห็นเช่นเดียวกันว่าเราจะนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างไร และงบประมาณจะไปถึงตรงนั้นได้อย่างไร อีกทั้ง กรมวิชาการเกษตร กับสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) มีภารกิจที่แทบจะไม่ต่างกัน ถ้าทำงานไปแล้ว ปรากฏว่าซ้ำซ้อนกัน ก็ควรจะยุบเสีย

นางเพียงพนอ กล่าวอีกว่า กรณีของสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) นั้น พบว่างบการเงินที่สิ้นสุดเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2568 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งเป็นผู้จัดทำรายงานผู้สอบบัญชี ไม่รับรองงบการเงินดังกล่าว เพราะมีรายการใหญ่ๆ ที่เมื่อรวมตัวเลขกันแล้วเป็นเงินแสนล้านบาท ซึ่งไม่ระบุว่าเกิดการทุจริตหรือรั่วไหล แต่งบการเงินที่ไม่สามารถหาหลักฐานที่มาที่ไปได้ ถือว่ามีปัญหาอยู่ในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลูกหนี้เกษตรกร ซึ่ง สตง.บอกว่า ตรวจสอบหลักฐานได้แค่ประมาณ 700 ล้านบาท แต่ที่เหลืออีก 7,000 กว่าล้าน หาเอกสารหลักฐานไม่เจอ และเมื่อรวมรายการอื่นๆ

“เราชอบพูดกันว่าข้าราชการกลัวประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มาก แต่ขอบอกว่าถ้าเป็นภาคเอกชน หน่วยงานนี้อยู่ยาก ถ้าเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ งบการเงินแบบนี้ต้องถูกเพิกถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์ ก็เลยไม่รู้ว่าท่านจะแก้ปัญหาตรงนี้อย่างไร จะโยนว่าเป็นเรื่องของอดีต ต่อเนื่องกันมา ก็คงมีข้าราชการที่ทำงานมานาน แต่งบที่ไม่สามารถเชื่อถือได้ เราจะตรวจสอบได้อย่างไรว่านี่คือการทำงานที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาล ถ้าเราเข้าใจคำว่าโปร่งใส มีธรรมาภิบาล ถ้าเราเข้าใจจริงในคำว่า ‘ธรรมาภิบาล’ การที่มีงบหน้าตาแบบนี้ ไม่รู้ว่าใช้เงินอย่างไร ไม่รู้ว่าลูกหนี้มีจริงหรือเปล่า ไม่รู้ว่าจ่ายเงิน รับเงินจริงหรือเปล่า อันนี้คือปัญหาใหญ่ และนี่ตัวเลขไม่ใช่น้อยๆ” นางเพียงพนอ กล่าว

นางเพียงพนอ กล่าวอีกว่า เมื่อเราเข้าไปดูงบประมาณแล้ว ก็ต้องขอฝากสำนักงบประมาณให้ไปดูตัวเลขค่าใช้สอย พบว่ารายการจ้างเหมาบริการของ กฟก. ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม ค่าใช้จ่ายการประชาสัมพันธ์ของ กฟก. รวมยอดเป็นเงินในแต่ละปี ไม่ต่ำกว่า 70-80 ล้านบาท ซึ่งงบประมาณเช่นนี้ ถ้าเปรียบเทียบกับกรณีของประชาชนที่มีหนี้ครัวเรือนเยอะ ถือว่าเป็นหนี้ครัวเรือนเพื่อการบริโภค ไม่ใช้งบประมาณสำหรับการลงทุน ไม่ใช่การซื้อทรัพย์สินเพื่อประกอบอาชีพ งบแบบนี้ก็หน้าตาคล้ายๆ กัน หน่วยราชการของเราจำนวนมากที่ใช้งบประมาณไปกับการบริโภคเช่นเดียวกัน แปลว่าเราเสียงบประมาณแผ่นดินไปกับงบของการบริหาร ไม่ใช่เฉพาะกรณีของ กฟก. แต่ตนสังเกตมาระยะหนึ่งแล้ว แต่บังเอิญ กฟก.เจอแจ๊กพอตที่ตัวเลขดังกล่าวถูกแกะออกมาจากร่างงบประมาณฯ

“คำถามคือเราจะเรียกว่านี่คือการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร ถ้างบประมาณจำนวนมากยังถูกจัดสรรไปอย่างนี้ ซึ่งถ้าเอามารวมกันแล้ว เผลอๆ อาจได้งบลงทุนเพิ่มขึ้น ได้งบที่ใช้ในทางยุทธศาสตร์เพิ่มขึ้น จึงขอฝากว่าในงบประมาณฯ ปี 2570 นี้ น่าจะมี KPI อีกแบบหนึ่งมาชี้วัดความคุ้มค่าเรื่องการใช้งบประมาณ งบเรื่องการบริหาร และน่าจะลดการใช้งบประมาณเพื่อการประชาสัมพันธ์” นางเพียงพนอ กล่าว

นางเพียงพนอ กล่าวว่า สำหรับสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรมีงบประมาณที่เป็นค่าใช้จ่ายจำนวนมากเช่นกัน ตนจึงอยากให้พิจารณาด้วยว่าในการใช้จ่ายงบประมาณฯ ปี 2570 ของหน่วยงานนี้ ถ้าเรายังมีงบสำหรับการประชุม ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และงบจ้างเหมาบริการ ก็สะท้อนให้เห็นว่าการที่เราบอกว่ามีข้าราชการภาพรวมอยู่จำนวนมาก กลับยังมีการจ้างคนภายนอกอีกเยอะ และมีรายจ่ายอื่นๆตามมา ถ้าเราบวกตัวเลขเหล่านี้เข้าไป ก็เป็นงบประมาณเกี่ยวกับบุคลากร ตนจึงอยากให้ทุกฝ่ายพิจารณาว่าเราใช้บุคลากรในภาคราชการของเราเต็มที่แล้วหรือไม่ และถ้านำเทคโนโลยีต่างๆ หรือเอไอมาใช้ด้วย ก็ต้องใช้ให้คุ้มค่าด้วย โดยสรุปแล้ว ตนอยากให้มีการทบทวน และนำงบบริหารมาใช้เป็นงบด้านยุทธศาสตร์ งบลงทุน ให้เกิดคุณค่าและเกิดประโยชน์จริง

ด้านนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะ กมธ. อภิปรายสนับสนุนนายชัยวัฒน์ พร้อมเสนอ กมธ.ให้แขวนการพิจารณางบของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไว้ก่อน เพราะจากข้อมูลของ สตง. พบว่ามีการกระทำผิด แต่ทำไมถึงไม่แจ้งความดำเนินคดี

“ผมขอแขวนเพื่อช่วยรัฐมนตรีด้วย นักการเมืองไม่มีใครกล้า แต่ กมธ.ทำได้ ถ้าไม่ทำถือว่า กมธ.บกพร่อง เพราะ สตง.ชี้แล้ว ดังนั้นต้องแขวนไว้ หากให้เท่ากับว่า กมธ.ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ที่ถูกต้อง เอาเกษตรกรเป็นตัวประกัน ตอนตั้งใหม่ๆ ใช้เงินไม่กี่หมื่นล้านบาท แต่ยังไม่จบ เท่าไรก็ไม่จบ ไม่มีตัวเลข ตัดตอน หาประโยชน์ เพราะไม่ได้ฟื้นฟูเกษตรกร แต่กลับเป็นกลุ่มผลประโยชน์ ต่อรองอำนาจรัฐ ใช้การเดินขบวนต่อรอง ดังนั้นที่แล้วมาปล่อยเฉย แต่วันนี้ ตามที่ สตง. รายงาน ยอมไม่ได้ต้องหาคนผิด” นายชาดา กล่าว

ขณะที่นายบุญลือ ประเสริฐโสภา สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะ กมธ. อภิปรายสนับสนุนนายชาดา พร้อมกล่าวว่า “ผมเห็นด้วยกับท่านชาดา ต้องปล่อย ต้องเลิกม็อบเกษตรไม่มีอาชีพเดินขบวน เพื่อนำเงินกองทุนฟื้นฟูไปช่วย ขอให้แขวน”

ด้านนางวรรณี มหานีรานนท์ เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ชี้แจงว่า ยอมรับว่าตามการรายงานบัญชีของ สตง. นั้นยอมรับว่าเป็นปัญหาจริง แต่เป็นความบกพร่องทางข้อมูล บกพร่องทางการบริหารจัดการ ไม่ใช่การทุจริต ทั้งนี้ยอมรับว่าตั้งแต่ตั้งกองทุนฟื้นฟู สามารถเริ่มแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร ได้ในปี 2549 คือ ซื้อหนี้เข้ากองทุน และให้เงินกู้ยืมกับกลุ่มองค์กร ทั้งนี้มีเกษตรกรเข้ากองทุน 40,000 คน มีโครงการมากกว่า 13,000 โครงการ มีสาขาจังหวัด 81 แห่ง และมีสำนักงานใหญ่อีก 1 แห่ง โดยระยะเริ่มต้นกองทุนไม่มีระบบการเงิน การบัญชีที่ออกแบบครอบคลุมทุกสาขา ทำให้มีปัญหา แต่ได้แก้ไขปรับปรุงในปี 2564 ซึ่งเริ่มใช้ได้ในปี 2565  ซึ่งมีรายละเอียด ความเคลื่อนไหวข้อมูล ทั้งนี้มีรายการรับ-จ่าย รวมกว่า 2 แสนรายการ

“ตั้งแต่ปี 2565 ถึงปัจจุบันมีข้อมูลที่ตรวจสอบได้ แต่ยังมีข้อมูลที่สะสางอีกว่า 200,000 รายการ จึงเป็นภารกิจหลักที่สำนักงานต้องสะสาง ซึ่งขณะนี้มี สตง.เป็นพี่เลี้ยง ให้คำปรึกษา โดยภายใน ก.ย. นี้จะมีความคืบหน้า สะสางหลายรายการ ซึ่งยอมรับว่าการบริหารจัดการมีปัญหา แต่ไม่ใช่การทุจริต” นางวรรณี กล่าว