เมื่อวันที่ 15 ก.ค. นายแถมสิน ศรีบางพลีน้อย รองผู้อำนวยการท่าเรือกรุงเทพ การท่าเรือแห่งประเทศไทย(กทท.) เปิดเผยว่า กทท. ร่วมกับ กรมศุลกากร บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT สมาคมชิปปิ้งแห่งประเทศไทย และสมาคมเจ้าของและตัวแทนเรือกรุงเทพ (BSAA) เปิดใช้งานใบสั่งปล่อยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-D/O (Electronic Delivery Order) ผ่านแพลตฟอร์มกลาง THAI NSW (Thailand National Single Window) ณ ท่าเรือกรุงเทพ นำร่อง 5 สายเรือ ได้แก่ CMA CGM, SITC, ESL, Heung-A Line และ Sinokor โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาท่าเรือกรุงเทพ ในฐานะท่าเรือนำร่องแห่งแรกของประเทศที่ให้บริการระบบใบสั่งปล่อยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อย่างเต็มรูปแบบ

นายแถมสิน กล่าวอีกว่า ระบบนี้จะเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างสายเรือ ท่าเรือ และผู้ประกอบการ ช่วยลดขั้นตอน ลดการใช้เอกสาร ลดระยะเวลาและต้นทุนในการดำเนินงาน ทำให้การรับ–ปล่อยสินค้ารวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมยกระดับการให้บริการของท่าเรือกรุงเทพ สู่ระบบไร้กระดาษตามแนวทาง Smart Port เชื่อว่าระบบนี้จะสร้างความสะดวกให้ผู้ใช้บริการ เพิ่มความเชื่อมั่นในความถูกต้อง และความปลอดภัยของข้อมูล

และเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการยกระดับระบบโลจิสติกส์ของประเทศ ที่ผ่านมา กทท. ได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านระบบ บุคลากร และขั้นตอนการให้บริการ พร้อม Workshop การใช้งานร่วมกับหน่วยงาน และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม กทท. ขอเชิญชวนสายเรือ ผู้ประกอบการ และผู้ใช้บริการ ร่วมใช้ระบบ NSW e-D/O เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับ ความสะดวก รวดเร็ว และลดภาระในการดำเนินงาน พร้อมร่วมกันพัฒนาการให้บริการโลจิสติกส์ของไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ด้านนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า ระบบ NSW e-D/O ช่วยเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างสายเรือ ท่าเรือ และผู้ประกอบการได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และตรวจสอบได้แบบ Real Time ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการนำเข้าสินค้าโดยรวม พร้อมสนับสนุนการพัฒนากระบวนการทางศุลกากร และระบบโลจิสติกส์ของประเทศสู่รูปแบบดิจิทัล

การเปิดให้บริการระบบ NSW e-D/O ครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ กทท. ในการพัฒนาท่าเรือกรุงเทพสู่การเป็น Smart Port ด้วยการยกระดับการให้บริการผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล และการบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนระบบโลจิสติกส์ของประเทศให้มีประสิทธิภาพ เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ และรองรับการเติบโตของการค้าระหว่างประเทศในอนาคต



