ท่ามกลางความสวยงามระดับโลกของ “เกาะหลีเป๊ะ” ดินแดนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นอัญมณีแห่งอ่าวอันดามัน ทำรายได้จากการท่องเที่ยวปีละมหาศาล… แต่ในอีกมุมหนึ่งของชุมชนท้องถิ่น อย่างชุมชนปาดั๊ก หมู่ 7 ตำบลเกาะสาหร่าย กลับมีภาพความจริงอีกด้านหนึ่งของชีวิตชาวเกาะที่ต้องแบกรับค่าครองชีพจาก “ปัจจัยสี่ขั้นพื้นฐาน” อย่างน้ำประปาและไฟฟ้า ในราคาที่แพงกว่าบนฝั่งหลายเท่าตัว
นางสาวจันทร์นภา หาญทะเล ชุมชนปาดั๊ก ม.7 ต.เกาะสาหร่าย บอกว่า “เติมทีละ 10 หน่วย ใช้ได้ 2-3 วันก็หมด มีตู้เย็น เครื่องซักผ้า ทีวี… เดือนนึงไปเติม 7-8 ครั้ง เวลาไม่มีรายได้ก็เติม 5 หน่วย ถ้าพอมีก็ 10 หน่วย รายได้เรามันไม่ค่อยได้ เพราะทำงานคนเดียว สามีออกเรือหาปลา เจอมรสุมบ้าง ค่าไฟมันแพง อยากให้รัฐบาลช่วยลดค่าไฟลงมาหน่อย ให้เหมือนบนฝั่งก็ยังดี บางทีตังค์หมด ไฟดับกลางดึกก็นอนร้อนๆ อยู่แบบนั้น”
ระบบไฟฟ้าที่นี่ เป็นระบบปั่นไฟเอกชนที่ชาวบ้านต้องซื้อผ่านบัตรเติมเงิน ตกหน่วยละเกือบ 28 บาท ไม่เพียงแต่ไฟฟ้า น้ำประปาก็ต้องใช้ไฟฟ้าเสียบปั๊มดึงน้ำขึ้นมาใช้งาน ทำให้ต้นทุนชีวิตของชาวบ้านสูงถึงเดือนละ 4,000-5,000 บาท ซึ่งสูงเกินกว่ารายได้ประมงพื้นบ้านจะแบกรับไหว

ด้านนางสุรีรัตน์ หาญทะเล ชุมชนปาดั๊ก ม.7 ต.เกาะสาหร่าย บอกว่า “บ้านตนนั้นมีจำนวนคนเยอะ เติมที 15-20 หน่วย 5-6 วันก็หมด ถ้าไม่มีตังค์เติม เคยดับนานสุด 2-3 วัน ต้องไปนั่งทนร้อนอยู่ใต้ต้นไม้ ข้าวของบนเกาะก็แพง หมู ไก่ น้ำมัน แพงหมด ถ้ารัฐช่วยลดค่าไฟให้เท่าบนฝั่งได้ เราก็จะมีเงินเหลือไปหมุนเวียนซื้อกับข้าวให้ลูกหลานกิน”
ความเดือดร้อนที่เรื้อรังมานาน นำมาสู่การขับเคลื่อนระดับนโยบาย โดยสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) กระทรวงมหาดไทย ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจังหวัดสตูล เดินหน้าผลักดันตามมติ ครม. เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายที่ดินรัฐ และดันเกาะหลีเป๊ะเป็น “พื้นที่นำร่อง” ในการนำไฟฟ้าและประปาภูมิภาคเข้าสู่พื้นที่อุทยานแห่งชาติ
ส่วนนายมูฮัมหมาด ยังกะสัน ผู้อำนวยการกองที่ดินของรัฐ (สคทช.) บอกว่า “ต้นทุนค่าไฟที่พุ่งสูงถึงหน่วยละ 28 บาท ทำให้พี่น้องต้องจ่ายค่าไฟเดือนละกว่า 4,000 บาท บางบ้านต้องเลิกใช้หม้อหุงข้าวไฟฟ้าแล้วกลับไปใช้ฟืนแทน สิ่งนี้คือสิทธิ์ขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญที่ประชาชนพึงได้รับ”

“ขณะนี้เราอยู่ในขั้นตอนที่ 2 คือการตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริง คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน เพื่อนำเสนอเชิงนโยบายขอยกเว้นมติ ครม. ที่ห้ามนำสาธารณูปโภคเข้าเขตที่ดินรัฐ โดยตั้งเป้าให้เกาะหลีเป๊ะเป็นพื้นที่นำร่องในปีงบประมาณ 2569 ร่วมกับกรมอุทยานฯ และการไฟฟ้า ส่วนเรื่องประปา จะเป็นการวางท่อลอดใต้น้ำจากเกาะอดังความลึกใต้ดิน 50 ซม. โดยเลี่ยงแนวปะการังเพื่อไม่ให้กระทบสิ่งแวดล้อม”
นอกจากนี้นายธนภัทร เด่นบุรณะ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดสตูล บอกว่า “จังหวัดสตูลเอาหัวใจมาทำงาน เราเจ็บปวดที่เห็นพี่น้องใช้ไฟแพงและไม่มีความสุข แม้กระบวนการตามกฎหมายจะใช้เวลา ซึ่งการไฟฟ้าตั้งโรดแมปไว้ที่ปี 2573 แต่เราพยายามรีบเร่งตัดขั้นตอนและปลดล็อกทีละเฟส เพื่อให้เกิดผลลัพธ์โดยเร็วที่สุด”

แม้เจตจำนงทางการเมืองและภาครัฐจะชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติ “การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค” (กฟภ.) ยังต้องเผชิญกับโจทย์ใหญ่ 2 ประการ คือ ข้อจำกัดทางกฎหมายพื้นที่อุทยานฯ และ มูลค่าการลงทุนมหาศาล
ทั้งนี้นายกิตติกร มณีสว่าง รอง ผอ.ฝ่ายวางแผนระบบไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค บอกว่า “การลากสายเคเบิลใต้น้ำ (Submarine Cable) มายังเกาะหลีเป๊ะ มีระยะทางไกลถึง 72 กิโลเมตร ผ่านเกาะตะรุเตาและเกาะอาดัง คาดการณ์งบลงทุนระยะแรกสูงถึง 3,600 ล้านบาท และหากมองระยะยาว 30 ปี จะใช้วงเงินกว่า 6,000 ล้านบาท”

“กฟภ. มีความพร้อมดำเนินการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน แต่เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่และต้องผ่านพื้นที่อนุรักษ์ จะต้องผ่านการอนุมัติจากองค์กรกำกับดูแล (Regulator) และ ครม. ก่อน จึงต้องมีการสำรวจปริมาณความต้องการใช้ไฟ (Load) ที่ชัดเจน เพื่อให้การลงทุนคุ้มค่าและถูกต้องตามกฎหมายอย่างแท้จริง”
ซึ่งการขับเคลื่อนระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานบนเกาะหลีเป๊ะครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเรื่อง “ค่าไฟแพง” หรือ “น้ำประปาขาดแคลน” ของชาวบ้าน เพียงอย่างเดียว แต่คือการวางรากฐานทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนให้แก่ประเทศ เมื่อความหวังของชาวบ้าน ได้รับการตอบรับด้วยกระบวนการทำงานบูรณาการเชิงนโยบาย วันนี้เกาะหลีเป๊ะกำลังนับถอยหลังสู่วันที่ “แสงสว่างและความเย็น” จะไม่ใช่สิ่งเกินเอื้อมของคนบนเกาะอีกต่อไป



