นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) เปิดเผยว่า เบื้องต้นภายในสัปดาห์นี้ หรือสัปดาห์หน้า จะมีการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนค่าโดยสารรถไฟฟ้า เพื่อเร่งรัดขั้นตอนการโอนทรัพย์สิน หนี้สิน และการแก้ไขสัญญาที่เกี่ยวข้อง ของรถไฟฟ้าสายสีเขียว และสายสีทองจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) ให้มาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)

การโอนโครงการรถไฟฟ้าที่สามารถดำเนินการได้ก่อน คือ โครงการรถไฟฟ้าสายสีทองช่วงกรุงธนบุรี-คลองสาน และโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายที่ 1 สายสุขุมวิท ช่วงอ่อนนุช-แบริ่ง และสายสีลมตากสิน-บางหว้า และส่วนต่อขยายที่ 2 สายสีเขียวช่วงหมอชิต – สะพานใหม่ – คูคต และ ช่วงแบริ่ง – สมุทรปราการ โดยเป็นการโอนในเชิงบัญชีระหว่างหน่วยงานรัฐต่อรัฐดำเนินการได้ทันที

นายพิเชฐ กล่าวอีกว่า ส่วนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวหลัก สายสุขุมวิท ช่วงสถานีหมอชิต – สถานีอ่อนนุช และสายสีลม ช่วงสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ – สถานีสะพานตากสิน ที่สัญญาสัมปทานจะสิ้นสุดในปี 2572 เบื้องต้นภาครัฐเตรียมเปลี่ยนคู่สัญญาจาก กทม. มาเป็น รฟม. แทน แต่หากไม่สามารถเปลี่ยนคู่สัญญาได้จะต้องรอจนกว่าจะหมดสัญญาสัมปทานหมดก่อน

นายพิเชฐ กล่าวอีกว่า นโยบายค่าโดยสาร 17-45 บาทต่อเที่ยว รัฐจะเป็นผู้ให้เงินอุดหนุนแก่ประชาชนโดยตรง ขณะที่เอกชนยังคงจัดเก็บค่าโดยสารตามเดิม ส่วนกรณีที่ปัจจุบันสายสีเขียวยังไม่สามารถรองรับบัตร EMV ได้นั้น ทาง ขร. ได้หารือร่วมกับ กทม. และผู้ประกอบการ เพื่อเตรียมติดตั้งระบบ EMV เพิ่มเติม โดยจะเริ่มจากการติดตั้งเครื่องอ่านบัตรเคลื่อนที่บริเวณประตูพิเศษข้างห้องจำหน่ายตั๋วโดยสาร เพื่อเป็นช่องทางเสริมสำหรับผู้ที่ต้องการใช้โปรโมชั่น 17-45 บาท ขณะที่ผู้ประกอบการเตรียมศึกษาการพัฒนาบัตร Rabbit ให้เป็นระบบ EMV ด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตามสิทธิการใช้ค่าโดยสารราคา 17-45 บาทต่อเที่ยว จำกัดให้เฉพาะคนไทยเท่านั้น เนื่องจากระบบ EMV สามารถตรวจสอบตัวตนผ่านธนาคาร จากบัตรเครดิต และเดบิตได้ ตั้งเป้าหมายว่าภายในวันที่ 1 ม.ค. 2570 รถไฟฟ้าทุกสายจะสามารถรองรับระบบ EMV ได้

“ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์” รายงานว่า ปัจจุบัน มีบัตรแรบบิทในตลาดผู้ใช้บริการประมาณ 20 ล้านใบ