ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 โดยชุดปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาภัยคุกคามด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่และปราบปรามภัยแทรกซ้อนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ บูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่สถานีตำรวจภูธรบ่อผุด และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ดำเนินการตรวจสอบพื้นที่ป่าพรุสาธารณะ หมู่ที่ 4 ตำบลบ่อผุด อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภายหลังได้รับเรื่องร้องเรียนว่ามีการบุกรุกพื้นที่ป่าพรุและนำรถแบ็กโฮเข้าปรับพื้นที่เป็นวงกว้าง ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ

ป่าพรุถือเป็นระบบนิเวศที่มีความสำคัญต่อการรักษาสมดุลของธรรมชาติ ทำหน้าที่กักเก็บน้ำ ดูดซับคาร์บอน และเป็นแหล่งอาศัยของพืชและสัตว์นานาชนิด การบุกรุกหรือเปลี่ยนสภาพพื้นที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ การระบายน้ำ และทรัพยากรธรรมชาติที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน รวมถึงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
จากการเข้าตรวจสอบ เจ้าหน้าที่พบรถแบ็กโฮกำลังดำเนินการปรับพื้นที่ภายในป่าพรุ จึงแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานและเข้าตรวจสอบผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งไม่สามารถแสดงเอกสารสิทธิหรือหนังสืออนุญาตในการเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ได้ เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการจับกุม พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 ฐานเข้าไปยึดถือ ครอบครอง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำให้สภาพป่าเสื่อมโทรมโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนนำตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรบ่อผุด เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
ผู้ถูกจับให้การรับสารภาพและให้ข้อมูลว่า ได้รับว่าจ้างให้ขับรถแบ็กโฮเพื่อปรับพื้นที่ โดยการตักดินทำเป็นคันดินสำหรับรองรับขยะมูลฝอยภายในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่จะนำข้อมูลไปประกอบการสืบสวนและขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องรายอื่นต่อไป พร้อมตรวจสอบเส้นทางการว่าจ้าง ผู้ครอบครองพื้นที่ และผู้ที่อาจอยู่เบื้องหลังการดำเนินการ หากพบพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงบุคคลใด จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมาและไม่มีข้อยกเว้น
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ได้ร่วมกับเจ้าพนักงานป่าไม้สำรวจและจัดทำแนวเขตพื้นที่ที่ถูกบุกรุก พบพื้นที่ได้รับความเสียหายประมาณ 50 ไร่ พร้อมเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกรายอย่างเป็นธรรมและตรงไปตรงมา ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะประเมินความเสียหายของระบบนิเวศ และวางแนวทางฟื้นฟูพื้นที่ป่าพรุให้กลับคืนสู่สภาพที่เหมาะสม รวมถึงกำหนดมาตรการเฝ้าระวังและตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการบุกรุกซ้ำในอนาคต
กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ยืนยันว่า การบุกรุกและทำลายทรัพยากรธรรมชาติเป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อประโยชน์ส่วนรวม เจ้าหน้าที่จะบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปกป้องทรัพยากรของชาติและดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดทุกราย โดยยึดหลักนิติธรรม หลักสิทธิมนุษยชน ความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน พร้อมขอความร่วมมือประชาชนร่วมแจ้งเบาะแสการบุกรุกหรือทำลายทรัพยากรธรรมชาติผ่านสายตรง กอ.รมน.ภาค 4 สน. โทร. 1341 หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ของรัฐในพื้นที่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ปกป้องผืนป่าของประเทศ และสร้างการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างถูกต้องและยั่งยืนต่อไป