แม้องค์กรจำนวนมากจะประกาศเป้าหมายด้านความยั่งยืน แต่การนำแนวคิดไปปรับใช้จนเกิดผลลัพธ์จริงยังเป็นโจทย์ใหญ่ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงนำประสบการณ์การพัฒนาพื้นที่จากโครงการพัฒนาดอยตุง จังหวัดเชียงราย ที่สั่งสมมายาวนานเกือบ 4 ทศวรรษ มาต่อยอดเป็น ‘มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต’ หรือ ‘Doi Tung Living University’ พื้นที่เรียนรู้ด้านความยั่งยืนที่รวบรวมองค์ความรู้จากการทำงานจริง ทั้งการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาคนและชุมชน การสร้างอาชีพ ธุรกิจเพื่อสังคม และการบริหารจัดการทรัพยากร เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กรและสังคม

‘วิสิษฐ์อร รัชตะนาวิน’ ผู้อำนวยการฝ่ายศูนย์พัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ดำเนินโครงการพัฒนาดอยตุง มูลนิธิฯ พบว่าการสร้างความยั่งยืนต้องมองทุกมิติไปพร้อมกัน ทั้งคน ธรรมชาติ เศรษฐกิจ และสังคม จึงรวบรวมบทเรียนจากการลงมือปฏิบัติจริง ถ่ายทอดออกมาเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่องค์กรสามารถนำไปปรับใช้ได้ตามบริบทของตนเอง
พลิกฟื้นพื้นที่วิกฤต
เมื่อราว 37 ปีก่อน พื้นที่ดอยตุงเผชิญปัญหาหลายด้าน ทั้งการบุกรุกป่าจากการทำไร่เลื่อนลอย การปลูกฝิ่น การค้ายาเสพติด กองกำลังติดอาวุธตามแนวชายแดน รวมถึงปัญหาการค้ามนุษย์ ขณะเดียวกัน ชาวบ้าน 6 ชนเผ่าจำนวนมากยังไม่มีสัญชาติ ทำให้ขาดโอกาสเข้าถึงการศึกษาและอาชีพที่มั่นคง

โครงการพัฒนาดอยตุงจึงยึดแนวคิด ‘ปลูกป่า ปลูกคน’ ควบคู่การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติกับการสร้างอาชีพ เพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองและอยู่ร่วมกับผืนป่าได้ในระยะยาว ก่อนต่อยอดสู่ธุรกิจเพื่อสังคมภายใต้แบรนด์ดอยตุง ซึ่งนำรายได้กลับมาสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่ดอยตุงมีความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันพบพรรณไม้มากกว่า 1,400 ชนิด สัตว์ป่าและนกหลายชนิดกลับคืนสู่ผืนป่าหลังปรับการปลูกป่าให้มีความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมพัฒนาระบบจัดการของเสียตามแนวทาง ‘Zero Waste to Landfill’ โดยคัดแยกขยะ 44 ประเภทในพื้นที่ดอยตุง และ 15 ประเภทในสำนักงานกรุงเทพฯ เพื่อลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบ
ถอดบทเรียนจากของจริง
มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ นำประสบการณ์ทั้งหมดมาพัฒนาเป็นหลักสูตรภายใต้มหาวิทยาลัยที่มีชีวิต โดยออกแบบให้ผู้เรียนได้ลงพื้นที่ เรียนรู้จากสถานการณ์จริง แลกเปลี่ยนกับผู้ปฏิบัติงาน และร่วมถอดบทเรียนจากกระบวนการพัฒนา เพื่อให้เข้าใจวิธีคิดและสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการทำงานขององค์กรได้

ด้าน ‘วราภรณ์ ธนะสุริยะเกียรติ’ ผู้จัดการโครงการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ในเมือง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า จุดเด่นของหลักสูตรคือการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ (Experiential Learning) ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้สัมผัสพื้นที่จริง พูดคุยกับชุมชน ผู้ปฏิบัติงาน และปราชญ์ท้องถิ่น เพื่อทำความเข้าใจแนวคิด กระบวนการทำงาน และปัจจัยที่ทำให้การพัฒนาเกิดขึ้นได้จริง ก่อนนำบทเรียนไปประยุกต์ใช้กับบริบทขององค์กรตนเอง แทนการเรียนรู้จากคำตอบสำเร็จรูปเพียงอย่างเดียว

วราภรณ์กล่าวว่า หลักสูตรมุ่งให้ผู้เรียนมองเห็นวิธีคิดเบื้องหลังการพัฒนา เข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างคน ชุมชน และทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงสามารถออกแบบแนวทางการทำงานที่เหมาะสมกับโจทย์ของแต่ละองค์กรได้ โดยปัจจุบันมหาวิทยาลัยที่มีชีวิตเปิดสอนมากกว่า 20 หลักสูตร ครอบคลุมการพัฒนาอย่างยั่งยืน ภาวะผู้นำ การจัดการของเสีย เศรษฐกิจหมุนเวียน ธุรกิจเพื่อสังคม ความหลากหลายทางชีวภาพ และคาร์บอนเครดิต อีกทั้งยังพัฒนาหลักสูตรและเวิร์กช็อปให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละองค์กร โดยมีหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และองค์กรต่างประเทศเข้าร่วมเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง



