จากกรณีของ “ครูทราย” หรือ น.ส.เบญญาภรณ์ พานเพชร ครูและอินฟลูเอนเซอร์ชาว จ.ราชบุรี ในโซเชียลมีเดีย ซึ่งออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมหลังสูญเสียสามีวัย 30 ปี เสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หลังแพทย์วินิจฉัยผิด ปฏิเสธตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ แม้ครูทรายเผยว่าได้บอกอาการของสามีกับบุคลากรทางการแพทย์ไปก่อนหน้าแล้ว ซึ่งความสูญเสียที่เกิดขึ้นนี้อาจป้องกันได้ หากได้รับการตรวจรักษาอย่างเหมาะสม ตั้งแต่เข้ารับบริการที่โรงพยาบาลนั้น

เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนี้ได้กลับมาถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางอีกครั้ง ภายหลังจากที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ได้ออกมาเล่าประสบการณ์เตือนเป็นอุทาหรณ์ หลังสามีมีอาการป่วยคล้ายสามีของครูทราย ซึ่งเธอฉุกใจคิดจนตัดสินใจเปลี่ยนโรงพยาบาลที่เข้าตรวจ จนพบว่าสามี “เส้นเลือดตีบตันฉับพลัน” และสามารถรักษาได้ทันท่วงที

โดยเธอเล่าว่า “ขอบันทึกไว้ วันที่ 21/7/69 เวลา 05.30 น. สามีเดินออกกำลังกายในหมู่บ้าน เดินไปสักพัก มีอาการแน่นหน้าอก ปวดร้าวชาลงที่แขนซ้าย เหงื่อออก เหนื่อยมาก เลยเดินกลับบ้านมานอนพักที่โซฟา เปิดพัดลม ถอดเสื้อ” เวลา 07.15 น. เราเดินลงมาเห็นแบบนั้นเลยถามว่าเป็นอะไร สามีก็พูดให้ฟังแบบเหนื่อยๆ และเขาบอกว่าน่าจะเกิดอาการจากท้องอืดท้องเฟ้อหรือเปล่าเพราะว่าไม่ได้ถ่ายมาสองวันแล้ว เราซึ่งได้ฟังดังนั้นตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะปกติสามีเป็นคนแข็งแรง

“แต่เราคิดถึงเรื่องคุณครูทรายพอดีเมื่อวานดูรายการโหนกระแส อาการของสามีเราเหมือนอาการของสามีครูทรายเลย จึงโทรไปปรึกษาที่ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ทางโรงพยาบาลบอกว่าให้รีบพามาโรงพยาบาลเข้าห้องฉุกเฉิน” จึงรีบลงมาบอกสามีพาขึ้นรถแต่ดู GPS จากบ้านไปศิริราชประมาณ 47 นาที เพราะช่วงเช้ารถจะติด สามีเลยบอกว่าไปโรงพยาบาลใกล้บ้านก็ได้เพราะมีสิทธิรักษาอยู่ที่นั่น จึงหันรถไปที่โรงพยาบาลแห่งนั้น

พอไปถึงก็เรียกพนักงานเข็นเปลผู้ป่วยบอกว่าช่วยเอาเค้าเข้าไปตรวจด้วยค่ะ เค้ามีอาการแน่นหน้าอกแต่เราจะต้องนำรถไปวนหาที่จอดก่อนเพราะมากันแค่สองคน เราใช้เวลาในการหาที่จอดรถประมาณ 5-10 นาทีกว่าจะเดินกลับมา ที่ห้องฉุกเฉิน เจอสภาพพนักงานของโรงพยาบาลแค่วัดความดันเฉยเฉยและไม่พาเข้าห้องฉุกเฉินเหตุเพราะว่าไม่มีบัตรประชาชนติดตัว ซึ่งเราก็บอกว่าพี่ก็ไม่มีเพราะมันฉุกเฉินควรจะเอาเค้าเข้าห้องฉุกเฉินก่อนไหม เขาบอกว่า ไม่ได้ต้องทำบัตรก่อน

เราก็ไปที่ทำบัตรและเคยถ่ายบัตรประชาชนไว้ให้เขาเขาก็ทำให้ได้ใบมาเขาจะพาเข้าห้องฉุกเฉิน ก็ได้บอกอาการหมอบอกขอตรวจคลื่นหัวใจ หมอก็ตรวจคลื่นหัวใจให้และบอกว่าไม่มีอะไรผิดปกติ เราเลยบอกว่าขอเจาะเลือดทำอย่างอื่นด้วยได้ไหมเพราะเขามีอาการแน่นหน้าอก เจ้าหน้าที่ถามว่าแน่นระดับไหน 7, 8, 9, 10 ซึ่งในระหว่างที่ถามสามีก็ตอบไม่ถูกว่าระดับไหน เราเลยบอกว่าช่วยตรวจอย่างอื่นหน่อยได้ไหมคนไข้ยังไม่ได้ทานอะไรสามารถเจาะเลือดตรวจได้ เจ้าหน้าที่บอกว่าถ้าพี่จะตรวจเดี๋ยวจะส่งไป OPD เรารู้ว่าถ้าส่งไป OPD ตอนนี้ กว่าจะได้หมอตรวจก็คงบ่ายๆ กว่าจะพบหมอ

เราจึงพูดไปว่าไม่เป็นไรขอผลตรวจคลื่นหัวใจ เดี๋ยวจะไปตรวจที่อื่นในระหว่างที่เดินไปเพื่อจะไปขึ้นรถมีพยาบาลที่พอจะคุ้นหน้ากันเค้าถามว่ามา เขาก็เลยขอดูผลตรวจคลื่นหัวใจ เขาบอกว่าดูแล้วไม่ค่อยปกตินะพี่จะขึ้นตรวจไหมเดี๋ยวจะทำลัดคิวให้แต่จะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เราก็เลยปฏิเสธว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวจะไปตรวจที่อื่น เลยตั้ง GPS ไปที่ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ใช้เวลา 35 นาที จึงขับรถพาไป

พอไปถึง พยาบาลเข็นเข้าห้องฉุกเฉินทันทีทำการตรวจคลื่นหัวใจ และเจาะเลือดดูเอนไซม์หัวใจ สรุปว่าเป็นเส้นเลือดตีบตันฉับพลัน จึงพาเข้าห้องฉีดสีและมีการบอลลูนหัวใจทันที หนึ่งเส้นที่ทำให้แน่นหน้าอก แต่ยังเหลืออีกหนึ่งเส้นที่คุณหมอบอกว่าจะนัดมาทำอีกประมาณหนึ่งเดือน

“ต้องขอขอบคุณโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์เป็นอย่างมากที่ดูแลอย่างดี และได้ย้ายมารักษาที่โรงพยาบาลศิริราชใหญ่ คุณหมอและพยาบาลดูแลอย่างดีมาก (อยากไปบอก โรงพยาบาลที่ใช้สิทธิรักษาแถวบ้านว่าสิ่งที่คุณวินิจฉัยแบบนั้นสามารถทำให้คนหนึ่งคนเสียชีวิตได้) ทั้งทั้งที่เราขอร้องแล้วว่าช่วยตรวจเลือดอย่างอื่นหน่อยได้ไหม เขาไม่ได้ดีขึ้น.. แต่ก็ไม่ได้การตอบรับใดใด นอกจากสีหน้าที่มองเราแบบ…”

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่โพสต์เรื่องราวดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ต่างมีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความเห็นกันเป็นจำนวนมาก อาทิ..
-นี่แหละ มุมความเศร้าของ รพ. ที่คิดแต่เรื่องหลักปฏิบัติมากเกินไปจนไม่ปรับให้เข้ากับสถานการณ์ ขาดไหวพริบ
-โชคดีมากที่มีสติ อย่าประมาทกับเหตุการณ์ต่างๆ สิ่งแรกที่ต้องติดตัว ตอนนี้ บัตรประชาชน บัตรเครดิต บัตรสุขภาพ ที่สำคัญพยายามอย่าคิดว่าไม่เป็นอะไรมาก ไปพบหมอ และ รพ.ที่ดีที่สุด
-พยายามไม่เบลมหมอคนแรกนะ เข้าใจว่าการอ่านผลบางอย่าง ไม่ใช่ทุกคนจะอ่านเก่ง อ่านไม่ชัวร์ก็ไม่เป็นไรเลย แต่ clinical sign สำหรับเคสแบบนี้มันค่อนข้างชัด วิธีทางการแพทย์ที่จะไปสู่การวินิจฉัยมันสามารถมีแล็บอื่นๆ ที่ช่วยคอนเฟิร์มการวินิจฉัยโรคได้นะ หรือ หมอ gp ก็ consult หมอเฉพาะทางก็ได้นะคะ..