พระครูปลัดจักรพันธ์ สุริยรํสี เจ้าคณะตำบลแม่แตง เขต 2 เจ้าอาวาสวัดป่าเนรมิต กรรมการสงเคราะห์ผู้ต้องขังราชทัณฑ์ ประจำจังหวัดเชียงใหม่ และประธานนิสิต สาขาวิชาวิปัสสนาภาวนา หลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) วิทยาเขตเชียงใหม่ กล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้ได้มีการจัดโครงการพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ธรรมนาวาวัง โดย หลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต (วิปัสสนาภาวนา) มจร เชียงใหม่ ร่วมกับ เรือนจำกลางเชียงใหม่ กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม เพื่อขับเคลื่อนหลักธรรมพระราชทาน ธรรมนาวาวัง ภายใต้ โครงการธรรมนาวาวัง สร้าง “Safe Zone” ที่ใจ พัฒนาตนอย่างยั่งยืน สำหรับผู้ต้องขังเรือนจำจังหวัดเชียงใหม่ ที่เรือนจำกลางเชียงใหม่

พระครูปลัดจักรพันธ์ กล่าวต่อไปว่า ไฮไลต์ของงานดังกล่าว คือ การบรรยายธรรมะ พระราชทานในหัวข้อ “ยาสองเม็ด วัคซีนใจ” โดยพระเทพเมธีวชิรดิลก (พระอาจารย์ไพจิตร อุตฺตมธมฺโม ป.ธ.7) เจ้าอาวาสวัดชูจิตธรรมาราม จ.พระนครศรีอยุธยา ผอ.ศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตมหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัย และการนำหลักพุทธจิตวิทยามาใช้ร่วมกับนวัตกรรม โดย พระสมชาย ชวนปญฺโญ พระนิสิตหลักสูตรวิปัสสนาภาวนา มจร เชียงใหม่ และหลักสูตรนิเทศศาสตรดุษฎีบัณฑิต คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ หัวหน้าทีมวิจัย ที่ใช้เสียงดนตรีบำบัด ‘Mind Harmony’ ทำหน้าที่เสมือนเครื่องมือเปิดประตูใจ โดยคลื่นเสียงที่ความถี่ 432 Hz ในจังหวะ 56 BPM (คีย์ D Major) ช่วยกระตุ้นระบบประสาทพาราซิมพาเทติก ลดอัตราการเต้นของหัวใจ ลดการหลั่งฮอร์โมนความเครียด เตรียมพร้อมร่างกาย (รูป) ให้ง่ายต่อการจัดการจิตใจ (นาม) ซึ่งการพิจารณารูป-นามนี้ ถือเป็นหลักจิตวิทยาขั้นสูงที่สอดคล้องกับธรรมนาวาวัง ทำให้ผู้ต้องขังได้สัมผัสความโปร่งเบาและลดความกังวลด้วยตนเอง (ปัจจัตตัง) ทำให้ตระหนักถึงคุณค่าในตนเอง

พระครูปลัดจักรพันธ์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้โครงการดังกล่าวได้นำวิปัสสนาภาวนามาประยุกต์ร่วมกับธรรมนาวาวัง ซึ่งสอดคล้องกันในการทำความเข้าใจรูป-นาม โดยให้ผู้ต้องขังฝึกหลักยาสองเม็ด คือ 1.การหมั่นระลึกถึงพระรัตนตรัย พุทโธ เม นาโถ และ 2.การทักอารมณ์ การฝึกเช่นนี้อยู่เนืองๆ จะช่วยสลัดความชินเดิมที่ฟุ้งซ่านคิดลบ และสร้างความชินใหม่ ที่เป็นกุศลธรรมเข้ามาแทนที่ ซึ่งหากฝึกฝนอย่างจริงจัง จะสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมได้ภายใน 2-3 เดือน โดยได้ทราบข้อมูลจากนายมงคล จันทะจร ผู้บัญชาการเรือนจำกลางเชียงใหม่ ว่า เรือนจำเชียงใหม่ให้ผู้ต้องขังท่องบท “พุทโธ เมนาโถ” ในทุกอิริยาบถ ทั้งก่อนนอน ตื่นนอน และก่อนรับประทานอาหาร รวมถึงเพิ่มการสวดมนต์บทประกาศพระปริตรและใช้ดนตรีบำบัด ทำสมาธิ แผ่เมตตาก่อนนอน ซึ่งมีตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจน คือ สถิติการทะเลาะวิวาทและการทำผิดวินัยที่ลดลง รวมถึงการติดตามสถิติการไม่หวนกลับมากระทำผิดซ้ำในรอบ 1-3 ปี นอกจากนี้ ยังช่วยลดภาวะหมดไฟและเพิ่มความเห็นอกเห็นใจให้แก่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์อีกด้วย
“ตัวแทนผู้ต้องขังได้สะท้อนความรู้สึกว่า ก่อนหน้านี้มักจมอยู่กับความรู้สึกผิดและความโกรธ แต่เมื่อได้ฝึกระลึกถึงพระรัตนตรัยควบคู่กับเสียงดนตรีบำบัด รู้สึกว่าจิตใจโปร่งเบา สามารถปล่อยวางความเครียด หยุดความคิดวนเวียนได้ ในยามที่เครียดหรือถูกกดดัน เทคนิคการทักอารมณ์ช่วยให้ดึงสติกลับมาได้เร็ว ไม่โกรธง่าย และเลือกที่จะเลี่ยงการทำผิดวินัย และหากวันข้างหน้าต้องออกไปเผชิญสังคมและถูกตีตราว่าเป็นคนเคยติดคุก จะนำหลัก “วัคซีนใจ” และหลักธรรมนาวาวังไปสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ตัวเอง ทั้งทางกายภาพด้วยการรักษาศีล ลดอบายมุข และทางจิตใจด้วยการยอมรับความจริง มีสติควบคุมใจ เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อย่างภาคภูมิ” พระครูปลัดจักรพันธ์ กล่าว



