เมื่อวันที่ 3 ส.ค. คณะสงฆ์อนัมนิกายแห่งประเทศไทย ได้มีแถลงการณ์คณะสงฆ์อนัมนิกายแห่งประเทศไทย เรื่อง ผลการดำเนินการสอบข้อเท็จจริงผลการพิจารณาวินิจฉัยอธิกรณ์ ตามข้อกล่าวหาผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ระบุว่า ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ประสานภารกิจร่วมกับคณะสงฆ์อนัมนิกาย ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง จากกรณีปรากฏข่าวทางสื่อสังคมออนไลน์เรื่องพฤติการณ์ของบรรพชิตที่ถูกกล่าวหาว่า ประพฤติไม่เหมาะสม ตามที่ปรากฏในสื่อออนไลน์ เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2569 ข้อความว่า “สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ ช่วยตรวจสอบเลขาฯ เจ้าอาวาสวัดดัง แถวๆ สะพานขาว เปลี่ยนชุดพาเพื่อนสาวไปเที่ยวจีน หอบเงินปลุกเสกวัตถุมงคลไปเที่ยวจีน” และเพื่อมิให้เกิดความเข้าใจผิดหรือความเสื่อมเสียแก่พระศาสนาและคณะสงฆ์ในภาพรวม คณะสงฆ์อนัมนิกาย ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าวเป็นการด่วนแล้ว ปรากฏข้อเท็จจริง จึงออกแถลงการณ์เพื่อทราบ ดังนี้

1.คณะสงฆ์อนัมนิกายได้ เชิญบรรพชิตรูปดังกล่าวเข้าชี้แจงข้อเท็จจริง ปรากฏว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6-11 มิ.ย. 2569 บรรพชิตอนัมนิกายที่ถูกกล่าวหา ได้รับอาราธนาจากคณะผู้ศรัทธา ให้เดินทางไปศึกษาข้อมูลการจัดทำเครื่องกงเต็ก ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยการเดินทางดังกล่าวได้รับอนุญาตจากเจ้าอาวาสและเจ้าคณะใหญ่อนัมนิกาย ต่อมาได้มีผู้ร้องเรียนโจทก์ความผิดบรรพชิตรูปดังกล่าว เรื่องการแต่งกายไม่เหมาะสมแก่สมณสารูป คณะสงฆ์อนัมนิกายจึงได้สอบอธิกรณ์ไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 19 มิ.ย. 2569 และได้ดำเนินการพิจารณาวินิจฉัยอธิกรณ์ภาคทัณฑ์ ไปเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2569

2.ประเด็นเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทางของบรรพชิตรูปดังกล่าว มีผู้ศรัทธาในคณะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางทั้งหมด มีพยานและหลักฐานว่ามิได้ใช้งบของวัดหรืองบของคณะสงฆ์ ดังนั้น ข้อกล่าวอ้างที่ว่า ได้หอบเงินปลุกเสกวัตถุมงคลไปเที่ยวจีนตามที่กล่าวอ้างนั้น มิเป็นความจริง

3.ประเด็นเรื่องการพาสีกาไปเที่ยว ข้อเท็จจริงปรากฏว่า บุคคลที่ปรากฏในภาพ มิใช่สุภาพสตรีหรือสีกา หากแต่เป็นเพศชายซึ่งมีเพศสภาพคล้ายหญิง และยังมิได้แปลงเพศแต่อย่างใด รวมทั้งการเดินทางไปของบุคคลดังกล่าว ก็ไปในฐานะคณะทำงานเครื่องกระดาษกงเต็กของคณะสงฆ์ ซึ่งร่วมเดินทางไปศึกษาดูงานในครั้งเดียวกัน ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเดินทางครั้งนี้ เป็นเงินส่วนตัว มิได้เป็นงบของทางคณะสงฆ์หรือทางวัดแต่อย่างใด บุคคลที่ปรากฏในภาพ ได้นำพยานและหลักฐานเข้าชี้แจงต่อคณะสงฆ์แล้วว่าข้อกล่าวอ้างข้างต้นมิเป็นความจริง

4. ประเด็นการแต่งกายไม่เหมาะสมกับสมณสารูป ในเรื่องดังกล่าว คณะสงฆ์อนัมนิกายได้มีการสอบอธิกรณ์ไปแล้ว เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2569 ได้มีผู้ร้องเรียนโจทก์ความผิดบรรพชิตรูปดังกล่าวว่า มีความประพฤติและการแต่งกายไม่เหมาะสมแก่สมณสารูป ในระหว่างการเดินทางไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยปรากฏภาพเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในจีน อันอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อภาพลักษณ์และเกียรติภูมิของคณะสงฆ์อนัมนิกาย ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในระหว่างไปปฏิบัติศาสนกิจที่สาธารณรัฐประชาชนจีน บรรพชิตรูปดังกล่าวได้สวมชุดฉางซัน ซึ่งเป็นเครื่องนุ่งห่มตามธรรมเนียมบรรพชิตมหายาน ส่วนชุดสีเทาที่ปรากฏในภาพเป็นเครื่องนุ่งห่มบรรพชิตมหายานที่จัดซื้อในประเทศจีน และเนื่องจากในช่วงเวลาที่เดินทางไปนั้นเป็นช่วงฤดูฝน ทำให้กางเกงและชุดฉางซันที่ครองอยู่เปียกชื้น จึงนำไปส่งซักอบแห้ง และสวมเสื้อบรรพชิตสีเทากับกางเกงผ้ายืดโดยอนุโลมไปพลางก่อน ต่อมาบรรพชิตรูปดังกล่าวได้ออกนอกที่พักไปพร้อมกับคณะเพื่อจะหาซื้อกระเป๋าเดินทาง จนเป็นเหตุให้ปรากฏภาพ เผยแพร่ผ่านไปในสื่อสังคมออนไลน์ของจีน

ซึ่งพฤติการณ์การนุ่งห่มในชุดสีดังกล่าว ตามภาพที่ปรากฏนั้น ในต่างประเทศอาจถือเป็นเครื่องนุ่งห่มของบรรพชิตมหายานโดยอนุโลมก็ตาม แต่การมีภาพปรากฏเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์นั้น ก็เป็นภาพลักษณ์ที่ซึ่งอาจทำให้พุทธศาสนิกชนชาวไทยซึ่งส่วนใหญ่นับถือนิกายเถรวาท ที่อาจยังไม่กระจ่างในธรรมเนียมนิกายมหายาน ได้เห็นภาพดังกล่าวเกิดความเข้าใจผิดได้เป็นโลกวัชชะ ซึ่งในประเด็นดังกล่าวนี้ คณะสงฆ์อนัมนิกายได้มอบหมายให้พระเถระดำเนินการพิจารณาวินิจฉัยอธิกรณ์ จึงเห็นว่าเข้าลักษณะความผิดที่เป็นลหุกาบัติประเภททุกกฎ และได้ดำเนินการภาคทัณฑ์ตามพระธรรมวินัยเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2569 เพื่อมิให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นอีก จึงแถลงการณ์มาเพื่อทราบโดยทั่วกัน แถลง ณ วันที่ 2 ส.ค. 2569