เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 3 สิงหาคม 2569 ที่มูลนิธิปวีณาเพื่อเด็กและสตรี ตำบลลำผักกูด อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี นายหนึ่ง (นามสมมุติ) อายุ 34 ปี พร้อมบิดา เดินทางจากจังหวัดแม่ฮ่องสอนเข้าร้องทุกข์ต่อ นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ เพื่อขอความช่วยเหลือ หลังภรรยาอายุ 35 ปี เสียชีวิตจากภาวะตกเลือดหลังคลอด เหลือลูกน้อยวัยเพียง 23 วัน และลูกอีก 2 คน ต้องกำพร้าแม่
นายหนึ่ง เปิดเผยว่า ภรรยาตั้งครรภ์บุตรคนที่ 3 อายุครรภ์ 38 สัปดาห์ มีกำหนดคลอดวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 โดยฝากครรภ์และใช้สิทธิบัตรทองที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดแม่ฮ่องสอน กระทั่งช่วงเย็นวันที่ 9 กรกฎาคม ภรรยามีเลือดซึมออกทางช่องคลอด จึงรีบนำส่งโรงพยาบาลแห่งแรก ก่อนแพทย์วินิจฉัยว่าไม่สามารถคลอดเองได้ เนื่องจากมีภาวะมดลูกต่ำ และส่งต่อไปยังโรงพยาบาลรัฐอีกแห่งในจังหวัดแม่ฮ่องสอน
วันที่ 10 กรกฎาคม แพทย์ทำการผ่าตัดคลอดบุตรชาย น้ำหนักแรกเกิด 3.5 กิโลกรัม เด็กปลอดภัยแข็งแรง แต่หลังการผ่าตัด มารดามีภาวะตกเลือดอย่างรุนแรง ต้องเข้ารับการรักษาในห้องไอซียู พร้อมใส่ท่อช่วยหายใจและให้เลือดอย่างต่อเนื่อง โดยสามีอ้างว่าแพทย์ผู้ผ่าตัดแจ้งกับครอบครัวว่า ระหว่างการผ่าตัดเกิดการบาดเจ็บที่กระเพาะปัสสาวะและมดลูกฉีกขาด ก่อนทำการเย็บซ่อมแซม
เช้าวันรุ่งขึ้น แพทย์แจ้งครอบครัวว่าจำเป็นต้องผ่าตัดอีกครั้งเพื่อห้ามเลือดและอาจต้องตัดมดลูกออก แต่ครอบครัวเกิดความกังวล จึงขอย้ายผู้ป่วยไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลรัฐในจังหวัดเชียงใหม่
เมื่อถึงโรงพยาบาลแห่งที่ 3 แพทย์ตรวจพบเลือดออกในช่องท้องจำนวนมาก จึงเร่งผ่าตัดเปิดแผลเพื่อห้ามเลือดและตัดมดลูก ก่อนนำผ้าก๊อซอุดบริเวณที่มีเลือดออก พร้อมให้เลือดอย่างต่อเนื่องและฟอกไต เนื่องจากไตเริ่มทำงานล้มเหลว
ต่อมาวันที่ 13 กรกฎาคม แพทย์ผ่าตัดเปลี่ยนผ้าก๊อซ พบว่ายังมีเลือดออกไม่หยุด จึงส่งต่อไปรักษายังโรงพยาบาลอีกแห่งในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อฉีดสีค้นหาตำแหน่งเลือดออก โดยผลการรักษาพบว่ามีเลือดออกจากเส้นเลือดฝอยหลายจุด ไม่สามารถอุดได้ทั้งหมด แพทย์จึงเปลี่ยนแนวทางรักษาด้วยการใส่บอลลูนกดห้ามเลือด
แม้อาการจะมีแนวโน้มดีขึ้นในช่วงแรก แต่วันที่ 18 กรกฎาคม ผู้ป่วยกลับทรุดลงจากการเสียเลือดอย่างต่อเนื่อง ไตไม่ทำงาน เกล็ดเลือดต่ำ และภาวะเลือดจาง กระทั่งวันที่ 19 กรกฎาคม เวลา 12.29 น. เสียชีวิตลง โดยใบมรณบัตรระบุสาเหตุการเสียชีวิตว่า “เสียเลือดจากภาวะตกเลือดหลังคลอด” รวมระยะเวลาการรักษาต้องเข้ารับการผ่าตัดถึง 4 ครั้ง
พ่อของผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่า หลังลูกสะใภ้เสียชีวิต ได้แจ้งเหตุไปยังโรงพยาบาลที่ทำการผ่าคลอด ซึ่งโรงพยาบาลได้โอนเงินช่วยเหลือค่าจัดงานศพจำนวน 30,000 บาท และนัดครอบครัวเข้าประชุมเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม โดยมีรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลและผู้บริหารร่วมชี้แจง แต่แพทย์ผู้ผ่าตัดไม่ได้เข้าร่วมประชุม
ทั้งนี้ ครอบครัวระบุว่า ในที่ประชุม รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลยอมรับว่าอาจเกิดความผิดพลาดระหว่างการผ่าตัด พร้อมแนะนำให้ยื่นเรื่องขอรับการเยียวยา อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นครอบครัวยังไม่ได้รับการติดต่อหรือความชัดเจนเกี่ยวกับการช่วยเหลือเพิ่มเติม ทั้งยังต้องกู้ยืมเงินเพื่อจัดงานศพ และกังวลอนาคตของหลานทั้ง 3 คน ที่ต้องสูญเสียแม่
ด้าน นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ กล่าวว่า ได้ประสานไปยัง นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกระบวนการรักษาของโรงพยาบาลในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ให้ความเป็นธรรมกับผู้เสียหาย พร้อมติดตามการเยียวยาครอบครัวร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดแม่ฮ่องสอน
นอกจากนี้ นางปวีณา ยังขอให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเร่งติดตามความคืบหน้าอีก 2 กรณี ได้แก่ กรณีมารดาที่ร้องเรียนโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร หลังอ้างว่ารู้สึกตัวระหว่างผ่าคลอด ก่อนทารกเสียชีวิต ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และกรณีทารกวัย 5 วันเสียชีวิตที่โรงพยาบาลอ่างทอง โดยครอบครัวยังคงรอผลชันสูตรสาเหตุการเสียชีวิต รวมถึงผลการสอบสวนกรณีการจัดเลี้ยงโต๊ะจีนภายในห้องไอซียูเด็ก และมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำในอนาคต



