วันนี้ 4 สิงหาคม 2569 เวลา 09.15 น. ณ โรงแรม Fairmont Jakarta กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Indonesia-Thailand Business Forum ภายใต้หัวข้อ “Advancing the Indonesia-Thailand Strategic Partnership: Building Integrated Value Chains in Industry, Services, and Halal Economy” จัดโดยหอการค้าไทยในอินโดนีเซีย ร่วมกับสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมอินโดนีเซีย (Kadin Indonesia) มีนายบูดี ซันโตโซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อินโดนีเซีย นายฮาซิม โจโยฮาดีคุสุโม ผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีอินโดนีเซีย นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทย นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการสมาคมธนาคารไทย กรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารกรุงเทพ ภาครัฐและเอกชนไทย-อินโดนีเซีย และสื่อมวลชนกว่า 300 คน ร่วมงาน
นายกรัฐมนตรีเสนอให้ไทยและอินโดนีเซียยกระดับจาก “คู่ค้า” สู่ “หุ้นส่วนร่วมสร้าง” เชื่อมโยงการผลิต การลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่แข็งแกร่ง และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน พร้อมขอบคุณ Kadin Indonesia และหอการค้าไทยในอินโดนีเซีย ที่ร่วมจัดเวทีเชื่อมภาครัฐและเอกชน เพื่อผลักดันความร่วมมือสู่โครงการจริง
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไทยและอินโดนีเซียควรเชื่อม “แผ่นดินใหญ่-หมู่เกาะ” เข้าด้วยกัน โดยใช้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิต และอินโดนีเซียเป็นตลาดขนาดใหญ่และประตูเศรษฐกิจทางทะเล
จากการหารือกับประธานาธิบดีปราโบโว ซูบียันโต วานนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่า ต้องเพิ่มโอกาสให้ประชาชน ผู้ประกอบการ และนักลงทุนของทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน นายกรัฐมนตรีย้ำว่า การรวมตัวทางเศรษฐกิจอาเซียนที่ลึกขึ้น “ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็น” โดยไทยและอินโดนีเซียต้องเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
“ภาครัฐต้องลดอุปสรรค สร้างความเชื่อมั่น และทำให้กติกาชัดเจน เพื่อให้เอกชนลงทุนและสร้างนวัตกรรมได้เต็มศักยภาพ” นายกรัฐมนตรี กล่าว
ปัจจุบัน ทั้งสองประเทศมีมูลค่าการค้าระหว่างกันเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และตั้งเป้าให้ถึง 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในอีกไม่นาน และมีประชากรรวมกว่า 350 ล้านคน สะท้อนศักยภาพตลาดขนาดใหญ่ที่ยังเติบโตได้อีกมาก
นายกรัฐมนตรี ชี้ว่า เป้าหมายต่อไปต้องไม่หยุดที่ “การค้า” แต่ต้องไปสู่ “การลงทุนร่วม-เทคโนโลยี-มูลค่าเพิ่มในภูมิภาค” พร้อมเสนอ 4 ความร่วมมือหลัก ได้แก่
1.ความมั่นคงทางอาหารและฮาลาล พัฒนาห่วงโซ่คุณค่าฮาลาลครบวงจร ยกระดับมาตรฐานและการรับรอง เพื่อขยายตลาดอาหารและสินค้าเกษตรมูลค่าสูงสู่โลก
2.โลจิสติกส์ คมนาคม และดิจิทัล ลดต้นทุนการค้า เชื่อมโครงสร้างพื้นฐาน และเพิ่มการเดินทางระหว่างกัน โดยสนับสนุนเส้นทางบินใหม่ กรุงเทพฯ-จาการ์ตา และภูเก็ต-บาหลี รวมทั้งความสำเร็จของการลงทุนของสายการบิน Thai Lion Air ในไทย
3.การเงินและเศรษฐกิจดิจิทัล ต่อยอดความร่วมมือธนาคารไทยในอินโดนีเซีย และเชื่อมระบบชำระเงิน PromptPay-QRIS พร้อมผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน
4.พลังงานและเศรษฐกิจสีเขียว ร่วมพัฒนาพลังงานสะอาด รองรับอุตสาหกรรมอนาคต เช่น EV, AI และดาต้าเซ็นเตอร์
นายอนุทิน กล่าวว่า ความสำเร็จของความสัมพันธ์ไทย-อินโดนีเซีย ต้องวัดจาก “สิ่งที่สร้างร่วมกัน” ไม่ใช่เพียงตัวเลขการค้า แต่คืออุตสาหกรรมที่แข็งแรง ห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมกัน และอาเซียนที่แข่งขันได้มากขึ้น
“ขอให้เวทีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสใหม่ ที่แปรวิสัยทัศน์ให้เป็นการลงทุนจริง และความร่วมมือที่จับต้องได้”
โอกาสนี้ ภาคเอกชนกล่าวขอบคุณและรู้สึกยินดีที่นายกรัฐมนตรีมาเยือนอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี ต่างเห็นด้วยอย่างยิ่งกับผู้นำสองประเทศที่จะเดินหน้าผลักดันความร่วมมือด้านต่างๆ ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการค้าที่ตั้งเป้าให้เป็น 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับภาคธุรกิจแล้ว ความสัมพันธ์ระดับรัฐบาล-รัฐบาล เอกชน-เอกชน รวมทั้ง ประชาชน-ประชาชน จะทำให้ไทยและอินโดนีเซีย เพิ่มศักยภาพทางการแข่งขัน และความร่วมมือ และทำให้อาเซียนมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และมีอำนาจต่อรองในระดับภูมิภาคด้วย
รวมทั้งภาคเอกชนอินโดนีเซีย ยังมองเห็นจุดแข็งของสองประเทศที่โดดเด่นระดับโลก คือ อุตสาหกรรมฮาลาล Digital Connectivity และความมั่นคงทางอาหาร เชื่อมั่นว่าความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของไทยและอินโดนีเซีย จะนำไปสู่ความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน เสริมศักยภาพ SME และมองไปถึงอนาคตที่ดีจากนอกภูมิภาคอาเซียนด้วย



